ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 23 ธ.ค.ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบงบกลางรายการเงินสำรองจ่าย 8,978 ล้านบาท ในการจัดการเลือกตั้งสส. ควบคู่กับการทำประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในวันเดียวกัน คือวันที่ 8 ก.พ.2569 ตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เสนอ

โฆษกรัฐบาลแถลงว่า งบประมาณรวม 8,978 ล้านบาท แบ่งเป็นค่าใช้จ่ายเลือกตั้งสส. จำนวน 6,750 ล้านบาท ค่าใช้จ่ายทำประชามติ 525 ล้านบาท

ค่าสนับสนุนเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ เช่น กรมการปกครอง กระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรุงเทพมหานคร และกรมประชาสัมพันธ์ อีกจำนวน 1,700 ล้านบาท

ครม.ยังเห็นชอบในหลักการให้สำนักงบประมาณ ร่วมตรวจสอบรายละเอียดกับกกต. เพื่อให้ใช้จ่ายอย่างประหยัดที่สุด

งบประมาณมหาศาลนี้มาจากภาษีของประชาชน จึงจำเป็นต้องทำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดและไม่รั่วไหล

มองย้อนกลับไป ประเทศไทยเผชิญวิกฤตการเมืองมานาน การเลือกตั้งสส.ครั้งนี้จะเป็นการปูทางสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ขณะที่ประชามติรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะเป็นตัวกำหนดโครงสร้างพื้นฐานของประชาธิปไตยไทยในอนาคต

การจัดการเลือกตั้งสส. และประชามติในวันเดียวกัน ยังถือเป็นกลยุทธ์ที่ช่วยลดภาระด้านงบประมาณ และกำลังคน แต่สิ่งท้าทายคือการที่รัฐต้องดูแลประชาชนกว่า 50 ล้านคนให้เข้าถึงสิทธิ์ได้อย่างเท่าเทียมกันทั่วประเทศ

รัฐบาลและกกต. ควรเร่งรณรงค์ให้ข้อมูลที่ชัดเจนกับประชาชนในการเลือกตั้ง รวมถึงผลของการมี หรือไม่มี รัฐธรรมนูญฉบับใหม่

การสนับสนุนงบประมาณ 1,700 ล้านบาท ให้เจ้าหน้าที่จากหน่วยงานต่างๆ จะช่วยรับประกันความโปร่งใสและป้องกันการทุจริตได้ หากถูกนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพและโดยสุจริต

การกำชับให้ กกต.ใช้จ่ายอย่างประหยัด เป็นหลักการที่ดี แต่ก็ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง ประชาชนควรร่วมติดตามตรวจสอบผ่านช่องทางอย่างเว็บไซต์ กกต.และสื่อสาธารณะ เพื่อให้เงินทุกบาทถูกใช้อย่างคุ้มค่า

8 กุมภาพันธ์ 2569 คือวันประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ์เลือก สส.และลงประชามติรัฐธรรมนูญในวันเดียวกัน เพื่อกำหนดอนาคตชาติ งบประมาณเกือบ 9,000 ล้านบาทที่ใช้จัดการครั้งนี้ เป็นเงินภาษีของทุกคน หากไม่ไปใช้สิทธิ์ จะเท่ากับปล่อยให้เงินนี้สูญเปล่า

ประชาชนทุกคนจึงต้องตื่นตัว ศึกษาข้อมูล และออกไปใช้สิทธิ์ให้เต็มที่ เพื่อมีส่วนร่วมในวันประวัติศาสตร์การเมืองและประชาธิปไตยไทยที่แท้จริง

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน