เหลือราวอีก 3 สัปดาห์เท่านั้น ประชาชนชาวไทยจะได้ใช้สิทธิเลือกตั้งแสดงพลังด้วยมือของตัวเองในการเลือกรัฐบาลและผู้นำประเทศคนต่อไป
ช่วงนี้ มีการจัดให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีและบุคลากรด้านต่างๆ ของแต่ละพรรคการเมืองร่วมประชันนโยบายเสนอแนวทางนำพาประเทศไปอย่างไร
จากแคมเปญแรกๆ นั้น เป็นที่ทราบว่าพรรคประชาชนระบุมีเราไม่มีเทา พรรคเพื่อไทยยืนยันมีนโยบายที่ทำได้ พรรคภูมิใจไทยบอกพูดแล้วทำ พลัส ส่วนพรรคอื่นๆ ก็มี แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักมากนัก
ช่วงต่อจากนี้ไป การหาเสียงจะมีความเข้มข้นขึ้นจนไปถึงโค้งสุดท้าย เพราะแต่ละพรรคมีข้อมูลแล้วว่าประชาชนให้การตอบรับ ไม่ตอบสนองและต้องการสิ่งใดเพิ่มเติมบ้าง
ข้อสังเกตจากหลายเวที พบว่าพรรคการเมืองที่ประชาชนมีความชื่นชอบคือสองพรรคใหญ่ ที่มีความโดดเด่นด้านการนำเสนอนโยบาย ได้แก่ พรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทย ซึ่งขึ้นอยู่กับการตัดสินใจ
จากผลการสำรวจความคิดเห็นของสำนักโพลหรือการโหวตแสดงความชื่นชอบในเวทีดีเบตต่างๆ ส่วนใหญ่ก็จะเป็นสองพรรคการเมืองนี้ ในสองลำดับแรก ตามด้วยพรรคการเมืองอื่นในอัตราเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มากนัก
นอกจากนี้ การลงพื้นที่เปิดเวทีปราศรัยเสนอนโยบายและการเดินทางไปพบปะประชาชนด้วยตนเอง ทั้งแกนนำและผู้สมัครก็มีความคึกคักในสองพรรคการเมืองนี้เช่นกัน
พรรคการเมืองอื่นก็มีบ้าง เช่น พรรคที่เสนอนโยบายว่าไทยหายจน ซึ่งอาจสามารถเรียกคืนการสนับสนุนจากผู้ที่เคยมีความศรัทธาและเชื่อมั่นกลับมาได้บางส่วน ซึ่งก็ต้องรอผลการเลือกตั้ง
ส่วนพรรคที่เสนอพูดแล้วทำ พลัสนั้น ไม่เน้นเปิดเวทีปราศรัย แต่จะเลือกลงพื้นที่เป็นการเฉพาะไป ในต่างจังหวัดมีหัวหน้าพรรคเป็นศูนย์กลาง ในเขตเมืองมีเทคโนแครตที่เพิ่งทาบทามมาร่วมชูโรง
สำหรับการให้ประชาชนเข้าถึงนโยบายในครั้งนี้ มีอย่างน้อย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ เปิดเวทีปราศรัยกับเข้าไปพบปะนำเสนอนโยบายแบบตัวต่อตัว การใช้สื่อออนไลน์รวมทั้งโซเชี่ยลมีเดียและการร่วมเวทีดีเบตที่เข้มข้น
ไม่ปฏิเสธว่าอาจมีรูปแบบใต้ดินอยู่เช่นกัน ได้แก่ ระบบหัวคะแนนการจัดตั้งในพื้นที่ต่างจังหวัดและกลุ่มบ้านใหญ่ โดยการเสนอผลประโยชน์ด้วยวิธีซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งผิดกฎหมาย ต้องปราบปรามและสกัดกั้น
ต้องยอมรับว่าการเมืองเก่าแบบบ้านใหญ่จัดตั้งอุปถัมภ์ค้ำชูกับการเมืองใหม่เน้นนโยบายทั้งประเทศ จักเป็นความแหลมคมในการเลือกตั้งครั้งนี้ และประชาชนจักเป็นผู้ตัดสินใจ
ขอเพียงให้พรรคการเมืองแข่งขันและเข้าถึงประชาชนด้วยนโยบาย สร้างภาพอนาคตที่จับต้องได้ มีแผนสำหรับคุณภาพชีวิตที่ดี ตลอดจนแก้ปัญหาปากท้องและความยากจนอย่างเป็นรูปธรรม ก็จักเป็นมิติใหม่