การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ทางการเมืองที่เข้มข้นและแหลมคม โดยเฉพาะการนำเสนอนโยบายระดับประเทศที่เชื่อมโยงกับระดับภูมิภาคจนถึงพื้นที่จังหวัด
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ แบ่งการปกครองออกเป็น 20 จังหวัด มีเขตเลือกตั้งจำนวน 133 เขต เคยมีคำกล่าวไว้เสมอๆ ว่า พรรคการเมืองใดชนะการเลือกตั้งในภาคนี้จะได้เป็นรัฐบาล
จังหวัดนครราชสีมา เป็นจังหวัดใหญ่ มีทั้งสิ้น 32 อำเภอ แบ่งเป็น 16 เขตเลือกตั้ง มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ 16 คน รองจากกรุงเทพมหานคร
รองลงไปได้แก่ จังหวัดขอนแก่นและอุบลราชธานี มีจังหวัดละ 11 เขตเลือกตั้ง บุรีรัมย์กับอุดรธานีจังหวัดละ 10 เขต ร้อยเอ็ดกับสุรินทร์มี 8 เขตเท่ากัน จึงเป็นพื้นที่เป้าหมายของทุกพรรค
นอกจากนี้ ยังมีอีก 4 จังหวัดที่มีเขตเลือกตั้ง 7 เขต คือ ชัยภูมิกับสกลนคร ส่วนกาฬสินธุ์และมหาสารคามมี 6 เขตเท่ากัน ที่เหลือนอกจากนี้มี 4 เขตจนถึง 2 เขต รวมแล้ว 133 เขต กว่าหนึ่งในสี่ของทั้งประเทศ
ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 พรรคเพื่อไทยได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนฯ มากที่สุด ตามด้วยพรรคภูมิใจไทย ดังนั้นการเลือกตั้งครั้งนี้จึงยังเป็นการแข่งขันกันระหว่าง 2 พรรคการเมืองนี้
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจของหลายสำนักโพลพบว่าในการเลือกครั้งนี้ พรรคประชาชนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั้งแบบแบ่งเขต บัญชีรายชื่อ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จึงน่าจับมองเช่นกัน
เมื่อเลือกตั้งหลังรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ประกาศใช้ พรรคไทยรักไทยได้คะแนนเสียงชนะเลือกตั้งในพื้นที่นี้ต่อเนื่องจนถึงพรรคพลังประชาชนและพรรคเพื่อไทย ได้เป็นรัฐบาลหลายสมัย จนถูกรัฐประหารฉวยอำนาจ
ที่ผ่านมา บรรยากาศการเปิดเวทีปราศรัยหาเสียงและการลงพื้นที่ในจังหวัดต่างๆ ของพรรคเพื่อไทย เป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนไปร่วมฟังอย่างล้นหลามเกือบทุกพื้นที่ในจังหวัดใหญ่ๆ
ส่วนพรรคอื่นๆ เช่น พรรคประชาชน ก็มีเสียงตอบรับ แต่เนื่องจากเวทีขนาดเล็ก พื้นที่จำกัด จึงมีผู้ไปฟังการปราศรัยเต็มสถานที่ พรรคภูมิใจไทยที่เปิดเวทีในอำเภอบัวใหญ่ก็เช่นกัน
ปัจจัยที่ประเมินว่าประชาชนจะตอบรับในการเลือกตั้งครั้งนี้ ได้แก่ นโยบายดี ผู้สมัครโดนใจ แคนดิเดตมีความโดดเด่น ถ้าพรรคการเมืองใดมีคุณสมบัติเหล่านี้พร้อม ก็เชื่อว่าจะได้รับการสนับสนุน
ดังนั้น พรรคการเมืองและผู้สมัครจึงต้องสื่อสารอธิบายทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อเข้าถึงนโยบายให้ได้ ภาคอีสานเป็นพื้นที่ใหญ่ มีคนยากจนมาก หากสามารถชนะใจ ก็เชื่อว่าจะได้รับการเลือกตั้งมอบความไว้วางใจ