ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง มีคำสั่งเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งระบบบัญชีรายชื่อและแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เนื่องจากขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้สมัคร เพราะมีลักษณะต้องห้าม
หลังคณะกรรมการการเลือกตั้งได้ยื่นคำร้องรวมทั้งหมดจำนวน 60 เรื่อง ขอให้เพิกถอนสิทธิผู้สมัคร รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 29 เรื่อง และแบบบัญชีรายชื่อจำนวน 31 เรื่อง
ศาลฎีกาเเผนกคดีเลือกตั้ง ทำงานอย่างเต็มที่เเข่งกับเวลาก่อนวันเข้าคูหากาบัตรหย่อนลงหีบ เพื่อไม่ให้กระทบสิทธิผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้งหมด 59 เรื่องและยกคำร้องจำนวน 1 เรื่อง
ถือเป็นผู้รับสมัครรับเลือกตั้งขาดคุณสมบัติ ถ้าเป็นผู้สมัครแบบแบ่งเขตหากมีผู้ลงคะแนนให้ก็จะเป็นบัตรเสีย ถ้าเป็นระบบบัญชีรายชื่อหากถึงลำดับได้รับการเลือกตั้งก็จะไม่ประกาศผลรับรองผล
สําหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งทั้ง 2 ระบบที่ถูกเพิกถอนสิทธิ เนื่องจากขาดคุณสมบัติเพราะมีลักษณะ ต้องห้ามนั้น อาทิ ไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ต้องโทษคดีถึงที่สุด ถือหุ้นสื่อ และอื่นๆ
ผลที่สืบเนื่องกันต่อจากนี้ไป จะทำให้ผู้ต้องคำสั่งศาลครั้งนี้ ถูกดำเนินคดีตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ มีโทษทั้งทางอาญา จำคุกและปรับ รวมถึงมีผลทำให้ถูกเพิกถอนสิทธิทางการเมืองต่างๆ ด้วย
กรณีดังกล่าวเคยมีบทเรียนมาแล้วจาการเลือกตั้งครั้งก่อนๆ มีผู้ถูกลงโทษทางอาญาและตัดสิทธิทางการเมืองมาแล้ว แต่ก็ยังมีผู้ฝ่าฝืน ซึ่งต่อจากนี้ไปพรรคการเมืองที่ส่งบุคคลลงสมัครต้องพิจารณาคุณสมบัติอย่างเข้มข้นและลงลึก
แม้บางคนที่มีขาดคุณสมบัติกรณีถือหุ้นสื่อแม้มีจำนวนเพียงเล็กน้อย แต่ในแง่กฎหมายต้องดำเนินการไปตามบรรทัดฐาน ดังนั้นผู้สมัครจักต้องตรวจตนเองอย่างละเอียดในลำดับแรกเสียก่อน
ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ผู้สมัครที่รู้อยู่แล้วว่าตนเองไม่มีสิทธิสมัครแต่ยังลงสมัคร ตามมาตรา 151 มีอัตราโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ถึง 10 ปี ปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาทและให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 20 ปี
ขณะที่หัวหน้าพรรคการเมืองนั้นๆ ก็ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ที่เซ็นรับรองการส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้ง ตามมาตรา 56 ของพ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
มีอัตราโทษตามมาตรา 120 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปี
ดังนั้น ทั้งผู้สมัครและพรรคการเมืองจักต้องตระหนักรู้ และเข้มข้นเรื่องตรวจสอบคุณสมบัติมิให้เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายตั้งแต่แรก เนื่องจากกฎหมายบัญญัติไว้และมีอัตราโทษทั้งทางอาญาจำคุกและปรับจนถึงตัดสิทธิทางการเมือง