ท่ามกลางบรรยากาศการเมืองชุลมุน ข้อกล่าวหาเรื่อง “ฮั้ว สว.” ถูกหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงเข้ากับบทบาทคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ตั้งแต่ก่อนและหลังเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569
สิ่งที่สังคมตั้งคำถาม ไม่ใช่แค่ความโปร่งใสของกระบวนการได้มาซึ่ง สว. แต่มองไปถึงเป้าหมายปลายทางของการจัดวางอำนาจ เพื่อควบคุมองค์กรอิสระที่มีบทบาทชี้เป็นชี้ตายทางการเมือง
นักวิเคราะห์การเมืองชี้ว่า กรณีฮั้ว สว.เข้าข่ายเป็นการทุจริตเชิงโครงสร้าง ในระดับที่ออกแบบไว้ล่วงหน้า เพราะตามรัฐธรรมนูญ สว.มีอำนาจสำคัญในการเห็นชอบหรือคัดเลือกบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระ อาทิ
คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และศาลรัฐธรรมนูญ
เน้นเฉพาะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้เห็นบทบาทองค์กรอิสระเหล่านี้ในคดีการเมืองสำคัญ ตั้งแต่การวินิจฉัยคุณสมบัติและจริยธรรมนักการเมือง ที่นำไปสู่การเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีแทบปีต่อปี ไปจนถึงคดี 44 สส.ก้าวไกล ที่ ป.ป.ช.เพิ่งสรุปสำนวนส่งศาลฎีกาวินิจฉัย เหล่านี้ล้วนมีผลสะเทือนต่อการเมืองรุนแรงโดยตรง
เมื่อองค์กรที่มีอำนาจตัดสินชี้ขาดนักการเมือง พรรคการเมือง หรือแม้แต่รัฐบาลทั้งคณะ ถูกตั้งคำถามเรื่องที่มาและความเป็นอิสระ ความเชื่อมั่นของประชาชนย่อมสั่นคลอน
กรณีการจัดการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ยิ่งตอกย้ำความกังขา เมื่อ กกต.เผชิญเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากภาคประชาชน ทั้งในเรื่องมาตรฐานการทำงาน ความโปร่งใส และความเที่ยงธรรม
หากองค์กรที่ทำหน้าที่กำกับกติกาการแข่งขันทางการเมืองถูกตั้งคำถามเสียเอง ย่อมกระทบต่อความชอบธรรมของผลเลือกตั้ง ต่อเนื่องไปถึงเสถียรภาพของระบบรัฐสภา
กรณีการเลือกตั้งล่าสุด หาก สว.ถูกจัดวางเพื่อให้กลุ่มอำนาจสามารถกำหนดทิศทางการเลือก กกต. ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ ได้สอดประสานเป็นเนื้อเดียว ย่อมหมายถึงการสร้างโครงข่ายอำนาจที่สามารถกำกับสนามเลือกตั้ง กลไกตรวจสอบและดุลพินิจทางกฎหมายไว้ในมือเดียว
เมื่อเข้าใจภาพนี้แล้ว คำตอบของคำถามที่ว่า “ทำไมต้องฮั้ว สว.” ยิ่งชัดเจน เพราะเมื่อควบคุม สว.ได้ เท่ากับมีอำนาจชี้นำการคัดเลือกบุคคลในองค์กรอิสระ กลไกชี้ชะตาการเมือง จัดการฝ่ายตรงข้ามผ่านสนามเลือกตั้ง และคดีความต่างๆ
นี่จึงไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่คือหลักการพื้นฐานระบอบประชาธิปไตย
จากนี้ไปประชาชนจึงต้องร่วมกันจับตา ตรวจสอบ และกดดันอย่างต่อเนื่อง ไม่ให้คดีฮั้ว สว. ถูกเป่า หรือทำให้เงียบหายไปตามแรงเสียดทานทางการเมือง โดยเฉพาะในยุครัฐบาลที่กำลังจัดตั้งขึ้นใหม่