ผ่าน 2 สัปดาห์หลังเลือกตั้งใหญ่ 8 ก.พ. ประเทศไทยยังไร้ผลเป็นทางการจาก กกต. ภาพที่ปรากฏจึงไม่ใช่แค่ความล่าช้า แต่เป็นวิกฤตความเชื่อมั่น ท่ามกลางคำถามเรื่องความโปร่งใส ความถูกต้อง และความลับของการออกเสียง
ภายใต้แรงกดดันดังกล่าว กกต.มีมติให้นับคะแนนใหม่ 8 หน่วย และจัดการเลือกตั้งใหม่ 4 หน่วย ใน 4 จังหวัด วันที่ 22 ก.พ.นี้
การตัดสินใจนี้แบ่งเป็นสองส่วน คือ “นับคะแนนใหม่” ในหน่วยที่พบข้อผิดพลาดด้านกระบวนการ และ “ลงคะแนนใหม่” ในหน่วยที่เห็นว่าปัญหากระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการออกเสียงโดยตรง
การนับคะแนนใหม่ 8 หน่วย ครอบคลุมทั้งหน่วยประชามติในกรุงเทพฯ และหน่วยเลือกตั้ง สส.บัญชีรายชื่อในหลายจังหวัด เช่น ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบูรณ์ กำแพงเพชร และสกลนคร
ส่วนการจัดเลือกตั้งใหม่ 4 หน่วย กระจายอยู่ในกรุงเทพฯ อุดรธานี น่าน และพะเยา โดยบางแห่งเป็นเฉพาะบัญชีรายชื่อ บางแห่งเป็นเฉพาะแบ่งเขต และบางแห่งครอบคลุมทั้งสองระบบ รวมถึงประชามติ
แม้จำนวนหน่วยและผู้มีสิทธิจะไม่มากพอพลิกผลรวมระดับประเทศ แต่ความหมายทางการเมืองกลับใหญ่กว่าตัวเลข เพราะทุกหน่วยที่ต้อง “แก้ไข” คือรอยร้าวของกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ
โดยเฉพาะประเด็นจับตาคือ รูปแบบบัตรเลือกตั้งใหม่วันที่ 22 ก.พ. จะยังใช้บัตรที่มีบาร์โค้ดและรหัสเล่มเช่นเดิม หรือจะปรับเปลี่ยนรูปแบบ
หาก กกต.เลือก “คงเดิม” เสียงวิจารณ์เรื่องความเสี่ยงต่อการเชื่อมโยงตัวตนผู้ใช้สิทธิ ย่อมไม่จบ และอาจถูกยกเป็นเหตุผลสนับสนุนคำร้องให้การเลือกตั้ง 8 ก.พ. เป็นโมฆะในชั้นศาล
กลับกันหาก กกต. “ถอดบาร์โค้ด” ออกจากบัตร ก็อาจถูกตีความว่าเป็นการยอมรับโดยปริยายว่ารูปแบบเดิมมีปัญหา ส่งผลต่อแนวทางการต่อสู้คดี “เลือกตั้งโมฆะ” อยู่แล้ว การเปลี่ยนแปลงใดๆ หลังวันเลือกตั้ง เสี่ยงถูกขยายผลในทางกฎหมาย
ไม่ว่าจะเลือกทางใด กกต.ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งทางการเมืองและทางคดี สิ่งต้องทำจึงไม่ใช่แค่จัดการหน่วยเลือกตั้ง 4 หน่วยให้เรียบร้อย แต่คือการอธิบายต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส มีเหตุผล และตรวจสอบได้ว่า มาตรการที่ใช้สามารถคุ้มครองหลักการลงคะแนน “โดยลับ” ได้จริง
การเลือกตั้ง 22 ก.พ. แม้จะมีเพียง 4 หน่วย ผู้ใช้สิทธิไม่มาก ไม่กระทบต่อผลลัพธ์รวมการเลือกตั้ง 8 ก.พ. แต่ถึงกระนั้นไม่ว่าจะเป็นปัญหา “บัตรเขย่ง” หรือ “บาร์โค้ด” ที่เกิดขึ้นจริง
เหล่านี้ คือสิ่งที่ กกต.ต้องนำไปถอดบทเรียน แก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อกอบกู้มาตรฐานและความเชื่อมั่นของสังคมที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งทั้งระบบ ทั้งในระยะเฉพาะหน้าและในระยะยาว