หลังเกิดสงครามสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดฉากโจมตีอิหร่านอย่างรุนแรง ก่อนที่ฝ่ายอิหร่านตอบโต้กลับ และบานปลายไปอีกหลายประเทศทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง
จากสถานการณ์ดังกล่าว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เปิดประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เพื่อประเมินและวางแผนรับมือผลกระทบต่างๆ ที่จะตามมา
โดยเริ่มจากการวางแผนอพยพคนไทยออกจากพื้นที่ขัดแย้ง รับมือเรื่องเส้นทางการขนส่งพลังงาน ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่มีแนวโน้มสูงขึ้น การสำรองพลังงานในประเทศ
รวมถึงด้านการส่งออกและนำเข้าสินค้า ผลกระทบด้านเศรษฐกิจ ตลอดจนการดูแลป้องกันสถานทูตของประเทศคู่ขัดแย้ง
เกี่ยวกับเรื่องสถานทูตคู่ขัดแย้งนั้น ที่ประชุมกำชับให้ตำรวจ และหน่วยงานด้านการข่าว ติดตามเฝ้าระวังสถานที่สำคัญของประเทศคู่ขัดแย้ง รวมถึงเอกอัครราชทูต และบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างเข้มงวด
ตลอดจนกิจกรรมต่างๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคง พร้อมเพิ่มมาตรการติดตามบุคคลที่เดินทางเข้าออกประเทศไทย ที่มีแนวโน้มอาจเกี่ยวข้องกับการสนับสนุนความไม่เรียบร้อย
นอกจากนี้ ยังเพิ่มระดับความเข้มงวดในการดูสถานทูตสหรัฐอเมริกา สถานทูตอิสราเอล สถานทูตอิหร่าน และสถานทูตของประเทศที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง โดยให้ยกระดับรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นสูงสุด เพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
ทั้งหมดนี้คือภาพรวมที่รัฐบาลวางแผนรับมือ และป้องกันผลกระทบต่างๆ ที่เป็นผลพวงจากสงครามตะวันออกกลาง
นอกจากผลกระทบในมิติด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะปัญหาราคา และการขาดแคลนพลังงานแล้ว ในแง่ของความมั่นคง การดูแลป้องกันสถานที่ของประเทศคู่ขัดแย้ง และบุคคลของชาติเหล่านั้น ก็ต้องให้ความสำคัญด้วย
เนื่องจากขณะนี้ในหลายประเทศเกิดการชุมนุมตามสถานทูตของประเทศที่เกี่ยวข้องกับสงคราม ซึ่งบางแห่งสถานการณ์บานปลายมีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต
อีกทั้งในอดีตที่ประเทศไทยเองก็เคยเกิดเหตุสังหารเจ้าหน้าที่ทูตของประเทศคู่ขัดแย้ง รวมทั้งการก่อวินาศกรรม และก่อการร้ายก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว
ดังนั้น การดูแลสถานทูต และบุคคลของประเทศคู่ขัดแย้ง รวมถึงการป้องกันเหตุแทรกซ้อนจึงจำเป็นเช่นกัน เพราะสงครามครั้งนี้ส่อยืดเยื้อยาวนาน