ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลกจากสงครามขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลราคาพลังงานทะยานขึ้นสูง รัฐบาลไทยเริ่มขยับด้วยมาตรการลดใช้พลังงานในหน่วยงานภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ
สะท้อนความจริงที่ว่า “ความมั่นคงทางพลังงาน” กำลังเป็นจุดเปราะบางของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้
แม้ไทยจะมีน้ำมันสำรองรวมประมาณ 8,000 ล้านลิตร ทั้งในส่วนสำรองตามกฎหมาย และสำรองทางการค้า ซึ่งรองรับความต้องการใช้พลังงานของประเทศได้ระดับหนึ่ง แต่ในโลกที่ห่วงโซ่อุปทานพลังงานถูกกระทบจากสงครามและภูมิรัฐศาสตร์
การพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจำนวนมาก ยังเป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย
มาตรการที่กระทรวงพลังงานเสนอจึงมุ่งไปที่การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพในภาครัฐ ตั้งแต่เรื่องใกล้ตัวอย่างการปรับอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 26-27 องศาเซลเซียส
ลดการใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ใช้ระบบประหยัดพลังงานในคอมพิวเตอร์ ลดการใช้ลิฟต์ ไปจนถึงการส่งเสริมการประชุมออนไลน์ และเวิร์กฟรอมโฮม ในส่วนงานที่ไม่กระทบต่อการให้บริการประชาชน
ขณะเดียวกันยังมีมาตรการด้านการใช้พลังงานเชื้อเพลิง เช่น การตรวจสอบสภาพรถยนต์ การใช้รถร่วมกัน (คาร์พูล) และวางแผนเดินทางเพื่อลดการใช้น้ำมัน รวมทั้งงดเดินทางไปศึกษาดูงาน หรืออบรมในต่างประเทศ
อาจดูเป็นเพียงการรัดเข็มขัดในระดับหน่วยงาน แต่ในความเป็นจริงคือสัญญาณว่าไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องบริหารทรัพยากรพลังงานอย่างระมัดระวังมากกว่าที่ผ่านมา
ถึงกระนั้นมาตรการที่เริ่มต้นในภาครัฐอาจเป็นต้นแบบให้ภาคเอกชนและภาคประชาชนพิจารณานำไปปรับใช้ได้เช่นกัน
สิ่งสำคัญไม่แพ้มาตรการด้านพลังงานคือ เสถียรภาพทางการเมือง ภายใต้บริบท “เศรษฐกิจยุคสงคราม” การที่กลไกรัฐสภาสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มได้โดยเร็ว แต่งตั้งบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์ และซื่อสัตย์สุจริตมาบริหารประเทศ ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญของการรับมือวิกฤต
ในสถานการณ์เช่นนี้การเมืองไม่ควรเป็นเรื่องการแย่งชิงอำนาจ แต่ต้องมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาความเดือดร้อน ปากท้องของประชาชน และเตรียมรับมือผลกระทบที่อาจตามมาอีกเป็นระลอก
ไม่ว่าฝ่ายรัฐบาลหรือฝ่ายค้านต่างสามารถทำประโยชน์ให้ประเทศได้ผ่านบทบาทและหน้าที่ของตนเอง
วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของทั้งภาครัฐ ภาคการเมือง ภาคเอกชน และสังคมไทย ว่าจะร่วมมือกันปรับตัวและใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เพื่อพาประเทศผ่านความผันผวนของโลกยุคใหม่ไปได้หรือไม่