ภาคธุรกิจไทยกำลังยืนอยู่บนปากเหว เมื่อปัจจัยต้นทุนพื้นฐานปรับตัวสูงขึ้นรวดเร็ว โดยเฉพาะน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 2+6 บาทต่อลิตร และมีแนวโน้มจะขยับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ค่าไฟฟ้าก็มีทิศทางปรับขึ้นตามต้นทุนพลังงาน
ภาคเอกชนหอการค้าไทย ชี้ชัดว่า ปัญหากำลังลุกลามเป็น “ลูกโซ่ต้นทุน” ที่ยากควบคุม ยกตัวอย่างภาคขนส่งเริ่มขยับขึ้นราคาเฉลี่ย 10-20% และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีกหากราคาน้ำมันยังไม่หยุดนิ่ง
สิ่งที่ตามมาคือผลกระทบที่ไหลไปสู่ราคาสินค้าเกษตร และสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
โจทย์ใหญ่รัฐบาลจึงไม่ใช่แค่คุมราคาปลายทาง แต่ต้องเริ่มคุมที่ต้นทาง คือ ต้นทุนการผลิตที่เกษตรกร ผู้ผลิตและผู้ประกอบการต้องแบกรับอยู่ทุกวัน
การตรึงราคาสินค้าปลายทางโดยไม่จัดการต้นทุนที่ต้นทาง จะทำให้ผู้ประกอบการล้มหายจากระบบ นำไปสู่การขาดแคลนสินค้าในที่สุด
กรณีราคาปุ๋ยที่ยังทรงตัวได้เพียง 1-2 เดือน เป็นสัญญาณเตือนล่วงหน้า แม้ราคาสินค้าเกษตรยังไม่ปรับขึ้นทันที แต่ต้นทุนที่เพิ่มจากค่าน้ำมัน โดยเฉพาะการสูบน้ำและการขนส่ง กำลังบั่นทอนความอยู่รอดของเกษตรกรให้สั้นลง
ที่น่ากังวลยิ่งกว่า คือ “ความไม่ชัดเจน” ของมาตรการภาครัฐ แม้จะประกาศมาตรการแนวทางช่วยเหลือออกมาเป็นระยะ แต่เมื่อขาดรายละเอียด และขั้นตอนการเข้าถึงที่เป็นรูปธรรม ผู้ประกอบการจึงไม่สามารถวางแผนธุรกิจได้อย่างมั่นใจ
จนต้องตัดสินใจปรับราคา แบกรับความเสี่ยงเองล่วงหน้า ไม่รอมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ ซึ่งยิ่งทำให้สถานการณ์ผันผวนมากขึ้น
คำตอบที่สังคมต้องการรู้ไม่ใช่ว่าราคาน้ำมันจะทะยานไปถึงลิตรละ 50 บาทหรือไม่ เพราะแม้แต่นายกรัฐมนตรีก็ไม่อาจตอบได้ แต่อยากรู้มากที่สุดคือ รัฐบาลมีแผนรองรับอย่างไร หากราคาไปถึงจุดนั้นจริง จะช่วยให้ภาคธุรกิจอยู่รอดได้อย่างไรในช่วงรอยต่อความไม่แน่นอนนี้
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน รัฐบาลจำเป็นต้องปรับบทบาทจากผู้ควบคุมราคา มาเป็นผู้บริหารความเสี่ยงเชิงระบบ มาตรการช่วยเหลือต้องครอบคลุมครบทั้งห่วงโซ่ ตั้งแต่พลังงาน วัตถุดิบ การขนส่ง ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย ต้องสื่อสารอย่างโปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ทุกภาคส่วน
วิกฤตอาจเลี่ยงไม่ได้ แต่ความเสียหายจำกัดได้ หากภาครัฐลงมืออย่างจริงจัง
เพราะนอกจากมาตรการที่ต้องครอบคลุมทั้งห่วงโซ่แล้ว สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือความ “ชัดเจน” และ “ฉับไว” ทันต่อสถานการณ์ ก่อนที่แรงกดดันต้นทุนจะทำให้ภาคธุรกิจไทยจำนวนไม่น้อยล้มหายไปอย่างไม่มีวันกลับคืน