กรณี อ.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล พร้อมนักศึกษาคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เข้ายื่นร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29 เพื่อยกเลิกการกักขังแทนค่าปรับ ต่อผู้แทนจาก 5 พรรคการเมือง
ข้อเสนอสำคัญคือ การแทนที่การกักขัง ด้วยมาตรการทำงานบริการสังคม หรือบำเพ็ญสาธารณประโยชน์อย่างเป็นระบบ เพื่อแก้ปัญหา “ติดคุกเพราะจน” ซึ่งเป็นความเหลื่อมล้ำที่ดำรงอยู่มายาวนาน
กฎหมายที่ใช้อยู่ปัจจุบัน อาจดูเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ ค่าปรับจำนวนเท่ากันกลับส่งผลกระทบต่อคนที่ฐานะต่างกัน ในแต่ละปี มีผู้ต้องโทษถูกกักขังแทนค่าปรับ 4-5 หมื่นคน แม้จะมีช่องทางตามมาตรา 30/1 ให้ใช้การทำงานบริการสังคมแทนได้ แต่การเข้าถึงกลับต่ำกว่า 10%
หมายความว่า “สิทธิ” ที่มีอยู่ในกฎหมาย ไม่สามารถใช้ได้จริงสำหรับคนส่วนใหญ่
ท่าทีตัวแทน 5 พรรคการเมือง ต่างเห็นด้วยในหลักการ ถือเป็นสัญญาณบวก โดยนายจาตุรนต์ ฉายแสง จากพรรคเพื่อไทย ที่เคยศึกษาประเด็นกระบวนการยุติธรรมกับความยากจน ชี้ให้เห็นแก่นของปัญหาอย่างตรงจุดว่า
ระบบค่าปรับแบบเดียวกัน ไม่เคยเท่าเทียมจริง และเสนอให้ขยายการใช้บริการสังคมไปกับทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะผู้ยากไร้ แนวคิดนี้สำคัญ เพราะเป็นการเปลี่ยนมุมมองจากการลงโทษเพื่อชดใช้ ไปสู่การลงโทษเพื่อสร้างคุณค่าในสังคม
การให้ผู้มีความรู้หรือทักษะ ใช้เวลาบำเพ็ญประโยชน์ต่อสาธารณะ นอกจากสร้างผลดีต่อส่วนรวม ยังทำให้บทลงโทษมีน้ำหนักทางจิตสำนึก มากกว่าการจ่ายเงินเพียงอย่างเดียว
ขณะที่พรรคประชาชน เชื่อมโยงประเด็นนี้ไปยังปัญหาที่ใหญ่กว่า คือการที่ผู้ต้องหาบางส่วนยังไม่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิด แต่กลับต้องถูกจำกัดเสรีภาพเพียงเพราะไม่มีเงินประกันตัว
อย่างไรก็ตาม คำถามสำหรับ 5 พรรคหลัก อยู่ที่จะผลักดันอย่างไรให้เกิดขึ้นจริง เพราะในอดีตการปฏิรูปกฎหมายหลายฉบับ มักหยุดอยู่ที่ความเห็นพ้องในเชิงหลักการ แต่ท้ายสุดก็ไม่สามารถแปรเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ได้จริง
การยกเลิกกักขังแทนค่าปรับ ไม่ใช่แค่การลดจำนวนผู้ต้องขัง แต่คือการยกระดับมาตรฐานความยุติธรรมของสังคมไทย ให้สอดคล้องหลักสิทธิมนุษยชนและความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
เมื่อการเมืองทุกฝ่ายเห็นพ้อง สิ่งที่สังคมคาดหวังคือการลงมือทำ ไม่ใช่แค่คำพูดเห็นด้วย หากทั้ง 5 พรรค ได้แก่ เพื่อไทย ประชาชน ภูมิใจไทย กล้าธรรม และประชาธิปัตย์ มีจุดยืนร่วมกันเช่นนี้จริง การร่วมกันผลักดันในรัฐสภาย่อมไม่ใช่เรื่องเกินกำลัง
ทั้งยังจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่า การเมืองไทยยังสามารถสร้างฉันทามติในประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะได้