การปรับปรุงหลักเกณฑ์บัตรสวัสดิการแห่งรัฐรอบใหม่ของรัฐบาลมีเป้าหมายสำคัญในการแก้ปัญหาที่สังคมวิพากษ์วิจารณ์มาตลอด
คือการป้องกันไม่ให้ผู้ที่มีฐานะทางเศรษฐกิจดี หรือที่ถูกเรียกว่า “คนจนทิพย์” เข้ามาได้รับสิทธิ์ความช่วยเหลือจากภาครัฐแทนผู้ที่เดือดร้อนจริง
แนวคิดดังกล่าวเป็นเรื่องถูกต้อง เพราะงบประมาณของรัฐมีอยู่จำกัด การช่วยเหลือควรตกถึงมือผู้ที่มีความจำเป็นอย่างแท้จริง การยกระดับมาตรการคัดกรองให้เข้มงวดขึ้นจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ใหม่บางข้อกลายเป็นหัวข้อถกเถียงหนัก
โดยเฉพาะเงื่อนไขให้ผู้ที่ถูกนำชื่อไปใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีในฐานะบิดา มารดา คู่สมรส หรือบุตร อาจถูกตัดสิทธิ์จากการได้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐโดยอัตโนมัติ
ข้อกังวลอยู่ตรงข้อเท็จจริงที่ว่า ผู้สูงอายุจำนวนไม่น้อยมีรายได้ไม่พอต่อการดำรงชีวิต บางคนไม่มีรายได้ประจำด้วยซ้ำ แต่บุตรซึ่งทำงานและเสียภาษีตามกฎหมายสามารถนำชื่อพ่อแม่ไปใช้ลดหย่อนได้ตามสิทธิ์ที่กฎหมายกำหนด
เมื่อเงื่อนไขนี้ถูกนำมาใช้ชี้วัดความยากจน จึงเกิดคำถามว่ารัฐกำลังประเมินสถานะทางเศรษฐกิจจากข้อสันนิษฐานที่กว้างเกินไปหรือไม่ และอาจทำให้ผู้ที่เดือดร้อนจริงถูกกันออกจากระบบสวัสดิการโดยไม่ตั้งใจ
นอกจากนี้ การเพิ่มกลุ่มบุคคลต้องห้ามอีกหลายประเภทแม้จะสะท้อนความพยายามในการอุดช่องโหว่ของระบบ แต่ก็ยังมีข้อสงสัยว่าเกณฑ์บางอย่างสะท้อนฐานะที่แท้จริงของบุคคลได้มากน้อยเพียงใด
คนรายได้น้อยจำนวนหนึ่งอาจมีทรัพย์สินหรือธุรกรรมทางการเงินบางประเภท แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะมีสภาพคล่องหรือคุณภาพชีวิตที่ดี หลายคนยังเผชิญภาระหนี้สิน ค่าครองชีพและความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจ
การที่รัฐบาลยืนยันพร้อมรับฟังเสียงสะท้อนและปรับเงื่อนไขหากพบปัญหาเป็นท่าทีควรสนับสนุน เพราะนโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชาชนหลายล้านคนย่อมไม่อาจสมบูรณ์แบบได้ตั้งแต่วันแรก การเปิดรับข้อมูลจากผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจึงจำเป็น
แม้รัฐบาลมีเจตนาดีในการคัดกรองผู้ที่ “จนไม่จริง” ออกจากระบบเพื่อให้ความช่วยเหลือตกถึงผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง แต่ก็ต้องรับฟังเสียงวิจารณ์อย่างจริงจังเช่นกัน
เพราะหากหลักเกณฑ์ที่ออกแบบมาเพื่อปิดช่องโหว่กลายเป็นกำแพงกีดกัน “คนจนจริง” ออกจากระบบ ย่อมหมายถึงความบกพร่องของนโยบายมากกว่าความสำเร็จในการคัดกรอง
รัฐบาลต้องทำให้แน่ใจว่าการสกัด “คนจนทิพย์” จะไม่ทำให้ “คนจนจริง” ต้องพลัดตกลงไปในช่องว่างของเงื่อนไขที่เกิดจากความไม่รอบคอบรัดกุมของภาครัฐเอง