สัปดาห์ที่ผ่าน มีการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติหรือกพช. โดยนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษาฯ เป็นประธาน นายนิกร โสมกลาง รมว.การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นรองประธาน ร่วมกับหัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง
ที่ประชุมมีมติยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จากสิทธิสวัสดิการ บริการของรัฐและสิ่งอำนวยความสะดวกได้ทั่วถึง เท่าเทียมและยั่งยืนเช่นเดียวกับคนปกติ
อนุมัติโครงการจัดหากายอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือคนพิการ พ.ศ.2569 และปรับปรุงแก้ไขระเบียบ กพช.รวม 6 ฉบับ โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการให้บริการเพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการผ่านอิเล็กทรอนิกส์มากขึ้น
อีกทั้ง เพิ่มรายละเอียดของอายุบัตรประจำตัวคนพิการ และการสนับสนุนศูนย์บริการคนพิการ เพื่อการจัดบริการอย่างตรงความต้องการของคนพิการ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ดูแลคนพิการสามารถพัฒนาเป็นผู้ช่วยคนพิการได้
มติดังกล่าว เพื่อสนับสนุนการดูแลคนพิการโดยครอบครัว และมีส่วนร่วมดูแลคนพิการอื่นๆ ในชุมชน ตลอดจนการพัฒนาระบบการบริหารจัดการกองทุนให้มีความคล่องตัว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังผลักดันการจ้างงานคนพิการของหน่วยงานของรัฐ ซึ่งจักสะท้อนศักยภาพของระบบราชการในการเป็นแบบอย่างที่ดีให้ทุกภาคส่วนในการจ้างงานคนพิการที่สามารถทำงานได้อย่างมีศักดิ์ความเป็นมนุษย์
ขณะนี้ ได้เปิดตัวโครงการขับเคลื่อนนโยบายการจ้างงานคนพิการในหน่วยงานภาครัฐ และร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการกับหน่วยงานภาครัฐแล้ว 6 หน่วยงานนำร่อง
ขณะเดียวกัน เตรียมปรับปรุงและผลักดันร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (ฉบับที่..) พ.ศ. …. เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี หลังผ่านกระบวนการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนแล้ว
วาระที่สำคัญได้แก่การปรับสวัสดิการเบี้ยความพิการจาก 800 บาท เป็น 1,000 บาท สำหรับคนพิการทุกคน โดยที่ประชุมมอบหมายกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาภายในเดือนนี้
สวัสดิการดังกล่าวจะส่งผลให้คนพิการทั่วประเทศที่ปัจจุบันมีมากถึง 2.27 ล้านคน เข้าถึงสิทธิประโยชน์ตามที่กฎหมายกำหนด ด้วยการบูรณาการในการสร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนพิการไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม
ที่สมควรสนับสนุนอย่างยิ่งอีกประการคือผลักดันโครงการผู้ช่วยคนพิการ โดยปรับค่าตอบแทนเป็น 60 บาทต่อชั่วโมง ทำงานได้ไม่เกิน 6 ชั่วโมงต่อวัน และไม่เกิน 180 ชั่วโมงต่อเดือน คิดเป็นค่าตอบแทนสูงสุด 10,800 บาทต่อเดือน
เพื่อเปิดโอกาสให้ญาติหรือเครือญาติของคนพิการ สามารถขึ้นทะเบียนเป็นผู้ช่วยคนพิการได้ เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระครอบครัว เพิ่มคุณภาพชีวิตของคนพิการ และส่งเสริมให้คนพิการได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากคนในครอบครัวเอง