ศูนย์ทนายความฯ และคณะทำงานติดตามคดียิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ร่วมประชุมหารือเพื่อกำหนดแนวทางตามกฎหมาย
จากการหารือของคณะทำงาน มีความไม่สบายใจเรื่องความรัดกุมของพยานหลักฐาน เนื่องจากพนักงานสอบสวนส่งสำนวนสั่งฟ้องบุคคลระดับนายทหารเรือ ยศ ‘น.อ’ และ ‘น.ต.’ ในข้อหาเพียงแค่ผู้สนับสนุน
แต่ข้อมูลของคณะทำงานพบว่า บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สนับสนุน จึงเรียกร้องพนักงานอัยการมีคำสั่งให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวนเพิ่มเติม
โดยเฉพาะประเด็นอาวุธปืน และผู้ต้องสงสัยคนใหม่อีกราย ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่น และยังมีสถานะเป็นแกนนำนักการเมืองระดับชาติในพื้นที่
นายกมลศักดิ์ระบุว่า คดีนี้มีการวางแผนกันเป็นขั้นเป็นตอน แต่หลังจับกุมผู้ต้องหาได้ 7 คน คดีกลับไม่คืบหน้า โดยเฉพาะข้อมูลการใช้โทรศัพท์ 11 หมายเลข ที่เป็นหลักฐานสำคัญเชื่อมโยงพฤติกรรมความผิด
อีกทั้งจากข้อมูลทางลึกพบว่า มีกระบวนการบางอย่างพยายามปิดกั้น ไม่ให้หมายเลขโทรศัพท์เข้าสู่สำนวนการสอบสวน ทั้งที่ปกติในพื้นที่ 3 ชายแดนภาคใต้ ตำรวจจะมีฐานข้อมูลโทรศัพท์ในคดีความมั่นคงอย่างละเอียดอยู่แล้ว
รวมถึงผลการตรวจพิสูจน์พานท้ายอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุ เป็นของหน่วยงานความมั่นคง ที่ถูกขึ้นบัญชีว่าทำลายไปแล้วตั้งแต่ปี 2563 แต่กลับถูกนำมาใช้ก่อเหตุ
โดยนายกมลศักดิ์ตั้งคำถามว่า แล้วปืนอีกหลายสิบกระบอกในล็อตเดียวกัน ที่ระบุว่าทำลายไปแล้ว ในปัจจุบันตกไปอยู่ในมือใครบ้าง
คดียิงนายกมลศักดิ์ เกิดขึ้นเมื่อกลางดึกวันที่ 20 มี.ค.2569 ขณะเดินทางกลับเข้าบ้านใน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส เป็นเหตุให้คนขับรถและตำรวจติดตามบาดเจ็บสาหัส ส่วนนายกมลศักดิ์รอดอย่างเฉียดฉิว
ต่อมาเจ้าหน้าที่จับกุมผู้ต้องหา 5 คน เป็นอดีตทหารพราน และอดีตนาวิกโยธิน ส่วนอีก 2 คนคือ น.อ. และ น.ต. ถูกนายกมลศักดิ์แจ้งความกล่าวโทษเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง ก่อนเข้ามอบตัวและได้ประกัน
คดีนี้ส่งผลต่อสะเทือนพื้นที่ชายแดนภาคใต้ เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องหา รถและปืนที่ใช้ก่อเหตุเชื่อมโยงหน่วยความมั่นคง นอกจากการออกมาจี้คดีของนายกมลศักดิ์เองแล้ว ยังมีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมายฯ สภาผู้แทนฯ มาร่วมตรวจสอบด้วย
ล่าสุดได้ยื่นเรื่องไปยังกรมสอบสวนคดีพิเศษให้เข้ามามีบทบาทด้วย เพราะเป็นคดีใหญ่ และพนักงานสอบสวนในพื้นที่ถูกกดดันหนัก จึงหวังว่าข้อเรียกร้องทั้งหลายจะนำไปสู่การพิจารณา