สถานการณ์โลกคลี่คลายเมื่อสหรัฐอเมริกากับอิหร่านประกาศบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม และเตรียมเปิดช่องแคบฮอร์มุซในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญในการนำไปสู่หนทางการแก้ไขความขัดแย้งที่สหรัฐร่วมมือกับอิสราเอลทำฉากสงครามกับอิหร่านตั้งแต่ช่วงปลายเดือนก.พ.2569

ส่งผลให้เกิดปัญหาขาดแคลนพลังงานครั้งใหญ่ รวมถึงปุ๋ย ผลผลิตทางการเกษตร เม็ดพลาสติก และชิ้นส่วนอุตสาหกรรม เนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางขนส่งพลังงาน และการค้าสำคัญของโลก

โดยในวันที่ 19 มิ.ย.2569 ทั้ง 2 ฝ่ายจะลงนามบันทึกความเข้าใจ ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ในส่วนรัฐบาลไทยโดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าเป็นสิ่งที่ดี เป็นปัจจัยบวก ซึ่งจะทำให้วิกฤตต่างๆ คลี่คลาย และประเทศไทยก็ปรับตัวกับปัจจัยภายนอกได้เป็นอย่างดี

เช่นเดียวกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุเป็นสัญญาณที่ดีทั้งเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจไทย เมื่อสงครามสงบก็จะเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟู เชื่อว่าราคาพลังงานจะลดลง และจะไม่กลับไปเท่าเดิม

ขณะที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และรมว.พาณิชย์ คาดว่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) น่าจะดีขึ้น เพราะการขนส่งสินค้าไม่ติดขัด รวมถึงราคาพลังงานที่เป็นปัจจัยสำคัญก็น่าจะผ่อนคลาย ทำให้มีกำลังซื้อ และการค้าขายที่ดีขึ้น

เมื่อสถานการณ์ความขัดแย้งโลกผ่อนคลายก็ย่อมส่งผลดีต่อประเทศไทยเช่นกัน ที่ในยามนี้อยู่ในภาวะฝืดเคือง

สงครามสหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับอิหร่าน สร้างผลกระทบไปทั่วโลก โดยเฉพาะการขาดแคลนพลังงาน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อต้นทุน และภาคการผลิตต่างๆ

สำหรับไทยก็ได้รับผลกระทบรุนแรงดังที่ประชาชนประสบกันมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมันขึ้นพรวด ลุกลามไปถึงสินค้าอุปโภคบริโภค ค่าขนส่ง ค่าบริการที่สูงขึ้นตาม ทำให้ประชาชนต้องแบกรับภาระค่าครองชีพ

ต่อมารัฐบาลออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนผ่านพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นโครงการไทยช่วยไทยพลัส และการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ซึ่งขณะนี้อยู่ในช่วงติดตามและประเมินผล จะบรรเทาได้ขนาดไหน

ดังนั้น เมื่อสงครามกำลังยุติ นอกจากแผนรองรับหลังจากนี้ของรัฐบาลแล้ว ในเฉพาะหน้าราคาสินค้า ค่าต้นทุนต่างๆ ที่ขยับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันนั้นก็ควรที่จะหาทางปรับลงมาด้วยหรือไม่เพื่อลดภาระค่าครองชีพประชาชน ผลกระทบตกค้างจากสงคราม

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน