นโยบายปลดล็อกกัญชาเมื่อปี 2565 เคยถูกนำเสนอว่าเป็นโอกาสสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกร ผลักดันกัญชาทางการแพทย์และต่อยอดเศรษฐกิจของประเทศ
แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 4 ปี สิ่งที่สังคมไทยกำลังเผชิญกลับไม่ใช่แค่โอกาส แต่ยังมีคำถามสำคัญว่าเหตุใดการปลดล็อกกัญชาจึงเกิดขึ้นก่อนที่กฎหมายควบคุมจะมีความพร้อม
ฝ่ายค้านหยิบยกตัวเลขการจับกุมลักลอบส่งออกกัญชาจำนวนมาก ทั้งที่ฮ่องกง โปแลนด์ เยอรมนี และอินโดนีเซีย พร้อมชี้ว่าประเทศไทยกำลังถูกจับตามองในฐานะแหล่งต้นทางของกัญชาผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันกรมศุลกากรมีสถิติการจับกุมการลักลอบขนกัญชาหลายพันคดี มูลค่าความเสียหายหลายพันล้านบาท
ยิ่งสะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องภายในประเทศ แต่เริ่มกระทบต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของไทยในสายตานานาชาติ
ที่น่ากังวลไม่แพ้กันคือผลกระทบต่อประชาชน ตัวเลขผู้ป่วยจิตเวชที่เกี่ยวกับการใช้กัญชาเพิ่มขึ้นก้าวกระโดดหลังปลดล็อก
แม้ตัวเลขอาจมีหลายปัจจัยประกอบและไม่อาจสรุปได้ว่ากัญชาเป็นสาเหตุทั้งหมด แต่ก็เป็นสัญญาณที่รัฐไม่ควรมองข้าม เพราะการเข้าถึงกัญชาที่ง่ายขึ้นต้องมาพร้อมมาตรการป้องกันและคุ้มครองประชาชนที่เข้มข้นกว่าเดิม
จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังมีช่องว่างหลายด้านทั้งการกำหนดอายุผู้ซื้อ ควบคุมการจำหน่าย กำกับการโฆษณา ติดตามปริมาณผลิตและตรวจสอบเส้นทางผลผลิต
รัฐจึงไม่สามารถประเมินได้แน่ชัดว่ากัญชาที่ผลิตในประเทศมีเท่าใด ถูกใช้เพื่อการแพทย์มากน้อยเพียงใด และรั่วไหลออกนอกระบบมากแค่ไหน เปิดช่องให้มีคนฉวยโอกาสนำช่องว่างนี้ไปแสวงหาประโยชน์ สร้างผลกระทบต่อสังคม เศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับต่างประเทศ
รัฐบาลไม่ควรมองเรื่องนี้เป็นเกมการเมืองฝ่ายค้านกับฝ่ายบริหาร แต่ต้องถือเป็นวาระแห่งชาติที่ต้องเร่งแก้ไข
ระยะสั้น เพิ่มความเข้มงวดในการสกัดกั้นการลักลอบส่งออกกัญชาและยาเสพติด ประสานการทำงานทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด ระยะยาว เร่งผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาให้ครอบคลุมตั้งแต่การผลิต ครอบครอง จำหน่าย โฆษณา กำหนดอายุผู้ซื้อ ตลอดจนระบบติดตามผลผลิตที่ตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน
จากบทเรียนตลอด 4 ปีที่ผ่านมาหลังการปลดล็อกกัญชา หน้าที่ของรัฐบาลในตอนนี้นอกจากบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ยังต้องเร่งเดินหน้าผลักดันกฎหมายควบคุมกัญชาฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เพื่อให้ประเทศไทยมีระบบกำกับดูแลที่สมบูรณ์ ควบคู่กับการรักษาประโยชน์ทางการแพทย์ เศรษฐกิจ และความปลอดภัยของประชาชน