คดี “บัตรชมพูเถื่อน” ไม่ใช่แค่การออกบัตรให้คนต่างด้าวโดยผิดกฎหมาย แต่คือการเจาะระบบทะเบียนราษฎรของรัฐ โดยมีทั้งนายหน้า เจ้าบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐบางรายร่วมมือเป็นขบวนการเหมือนกรณี “พ่อทิพย์”
ปฏิบัติการ “กวาดบ้านกลางกรุง” เริ่มจากแฟลตดินแดง เจ้าหน้าที่สุ่มตรวจเพียง 3 ห้อง ขนาดห้อง 34 ตารางเมตร กลับพบชื่อผู้อาศัยห้องละ 35-64 คน เมื่อตรวจสอบต่อเนื่องกว่า 5,700 ห้อง พบอีก 44 ห้องมีรายชื่อต่างด้าวมากถึง 1,366 คน ส่วนใหญ่ย้ายชื่อเข้ามาช่วงปี 2567
ภายในขบวนการมีการแบ่งหน้าที่ชัดเจน “นายหน้า” หาลูกค้าและเก็บค่าดำเนินการ “เจ้าบ้าน” รับเงินราว 5,000 บาทแลกกับการยอมให้เอาชื่อคนต่างด้าวมายัดไว้ในทะเบียนบ้าน
ส่วน “เจ้าหน้าที่รัฐ” ทำหน้าที่สำคัญที่สุดคือ เปิดระบบอนุมัติการย้ายเข้าและออกบัตร
ผลเสียหายใหญ่ที่ตามมา บัตรชมพูทำให้ผู้ถือบัตรเข้าถึงสิทธิด้านการศึกษาและสาธารณสุข รวมถึงใช้เป็นเอกสารทำธุรกรรมทางการเงิน เปิดบัญชีธนาคาร หรือถูกนำไปใช้ฟอกตัวตนเพื่อทำสิ่งผิดกฎหมาย เช่น การเปิดบัญชีม้า หรือเอื้อประโยชน์ให้ทุนเทาข้ามชาติ
ขณะนี้มีผู้ถูกออกหมายจับและควบคุมตัวแล้ว 7 ราย ทั้งเจ้าหน้าที่รัฐ นายหน้า เจ้าบ้าน และผู้ร่วมขบวนการ พร้อมกับสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องออกจากราชการไว้ก่อน และส่งข้อมูลให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางเงินเพื่อขยายผลยึดหรืออายัดทรัพย์
แต่ประเด็นใหญ่กว่านั้นคือคำกล่าวอ้างของนายหน้าว่า “ทำกันทุกเขต” หากเป็นเรื่องจริง นี่ไม่ใช่ปัญหาเฉพาะเขตดินแดงที่พบเคสต้องสงสัยมากกว่า 3,200 ราย แต่คือปัญหาทั้งระบบ
เป็นเหตุให้ทาง กทม.ต้องปูพรมตรวจสอบทั้ง 50 เขต ย้อนหลังตั้งแต่ปี 2560-2569 โดยเฉพาะบ้านที่มีรายชื่อผู้ย้ายเข้ามากผิดปกติ
ขบวนการออกบัตรชมพูเถื่อน หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องประสานเอาผิดให้ถึงต้นตอ ไม่ใช่จับแค่นายหน้าแล้วก็จบ แต่ต้องตรวจสอบทั้งเส้นทางเงิน คนสั่งการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องให้ครบ
เพราะเมื่อทะเบียนราษฎรถูกซื้อขายให้กลุ่มคนต่างด้าวผิดกฎหมาย ผู้ที่ต้องแบกรับความเสียหายปลายทางก็คือประชาชนคนไทยทั้งประเทศ
ขณะเดียวกันประชาชนแต่ละชุมชนต้องช่วยเป็นหูเป็นตา เพราะกำลังเจ้าหน้าที่มีจำกัด และบางรายเป็นผู้กระทำผิดเสียเอง แต่คนในชุมชนอาจเห็นความผิดปกติได้ก่อน บ้านไหนมีชื่อคนอยู่เป็นหลักสิบหลักร้อย มีคนแปลกหน้าเข้าออกผิดสังเกต ล้วนเป็นเบาะแสสำคัญ
การแจ้งเบาะแสของประชาชน นอกจากช่วยสกัดกั้นภัยความมั่นคงและอาชญากรรม ปกป้องงบประมาณรัฐ ยังเป็นการปกป้องผลประโยชน์และสิทธิสวัสดิการของตนเองอีกด้วย