จากการประชุมคณะรัฐมนตรีสัญจรที่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 1 ก.ย.2569 รัฐบาลกำหนดแนวทางเร่งด่วนครอบคลุม 4 เรื่องสำคัญ คือ เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และการบริหารจัดการภัยพิบัติ
โดยอนุมัติหลายโครงการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยะลา ปัตตานี นราธิวาส สงขลา และสตูล ซึ่งรัฐบาลมองว่ามีศักยภาพที่จะเติบโตขึ้นได้ด้วยตัวเอง
พร้อมเดินหน้าโครงการสำคัญ อาทิ การก่อสร้างรถไฟทางคู่ การผลักดันและเห็นชอบยุทธศาสตร์เทคโนโลยีระบบราง และโครงการเร่งด่วนต่างๆ เป็นต้น
ที่สำคัญหนึ่งในนั้น เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความไม่สงบ 3 จังหวัด ยะลา ปัตตานี และนราธิวาส อีกปัญหาที่ยังแก้ไม่ตก
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุในภาพรวมถึงปัญหานี้ว่า ต้องปรับปรุงแผนควบคุมสถานการณ์ และมาตรการแก้ปัญหาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องปรับปรุงรูปแบบการทำงานให้บูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน และเป็นรูปธรรม
นายกฯ ยังระบุด้วยว่า รัฐบาลไม่มีทางรู้จักคนในพื้นที่ ได้มากกว่าญาติพี่น้องของกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ซึ่งรัฐบาลมีเจตนาเพื่อสร้างสันติสุขในพื้นที่
ที่สำคัญคือต้องไม่ปิดช่องทางในการเจรจา โดยเน้นเรื่องการเจรจา อาจจะดึงคนในพื้นที่มาช่วยพูดคุยสื่อสาร แต่ในขณะเดียวกันจะบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด
ท่าทีของนายกฯ ที่ยังคงแสดงความมุ่งมั่นต่อการแก้ปัญหาไฟใต้ และอยากเห็นสันติสุข
สถานการณ์ความไม่สงบ และความรุนแรงชายแดนภาคใต้ คาราคาซังมานาน 22 ปี นอกจากความสูญเสียของฝ่ายเจ้าหน้าที่และประชาชนแล้ว รัฐยังต้องทุ่มงบประมาณด้านความมั่นคงอีกจำนวนมหาศาล
ขณะนี้แนวโน้มยังไม่มีทีท่าจะดีขึ้น โดยเฉพาะนับตั้งแต่เกิดเหตุโจมตีจุดตรวจ เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่เสียชีวิตหลายราย ติดตามด้วยการก่อเหตุระเบิด และเผาสถานที่ราชการ ตลอดจนร้านสะดวกซื้อ สัญลักษณ์ของทุนใหญ่ผูกขาด
ส่งผลให้การพูดคุยสันติสุขต้องหยุดชะงักลง คาดกันว่าจะกลับมาเริ่มกันอีกครั้งในราวปลายเดือนก.ย. ซึ่งยังจะต้องติดตามกันต่อไป การพูดคุยจะส่งผลดีต่อสถานการณ์หรือไม่
อย่างไรก็ตาม การที่นายกฯ ยืนยันไม่ปิดช่องเจรจา ก็น่าจะเป็นทิศทางที่ดี รวมถึงความพยายามที่จะดึงคนในพื้นที่มาช่วยสื่อสารอีกทาง แต่ขณะเดียวกันต้องพึงระวังการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดดุดัน ต้องไม่ไปกระทบ หรือสร้างเงื่อนไขอะไรใหม่ๆ ด้วย