การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วาระ 2 และ 3 ระหว่างวันที่ 7-9 กันยายนนี้ ไม่ควรเป็นเพียงพิธีกรรมทางการเมืองที่ สส. ยกมือผ่านงบประมาณมากกว่า 3.7 ล้านล้านบาท แล้วจบกันไป
เพราะตัวเลขที่ปรากฏในรายงานของคณะกรรมาธิการงบประมาณฯ กำลังส่งสัญญาณเตือนว่า ฐานะการคลังของประเทศกำลังมีปัญหาเชิงโครงสร้างที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข
สิ่งน่ากังวลที่สุดคือ รายจ่ายประจำเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง สวนทางกับงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศที่มีจำนวนลดลง ภาระชำระหนี้เพิ่มขึ้นถึง 4.62 แสนล้านบาท โดยเฉพาะดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมกว่า 3.1 แสนล้านบาท
ขณะที่เบี้ยหวัด บำเหน็จ บำนาญข้าราชการอยู่ที่ 3.89 แสนล้านบาทและมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทุกปี
ที่หนักกว่านั้นคือ เงินที่ตั้งไว้ยังไม่เพียงพอกับรายจ่ายจริงที่คาดว่าจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยหวัดบำนาญ เมื่อรวมรายการสำคัญทั้งหมดแล้ว ประมาณการรายจ่ายอยู่ที่ 9.7 แสนล้านบาท แต่ได้รับจัดสรรเพียง 8.65 แสนล้านบาท ขาดอยู่กว่า 1.04 แสนล้านบาท ซึ่งไม่ใช่ตัวเลขน้อยๆ
ปัญหายังลากยาวไปถึงปี 2571 ซึ่งรัฐบาลต้องตั้งงบชดใช้เงินคงคลังที่นำมาใช้ในปี 2569 สูงถึง 1.15 แสนล้านบาท เงินจำนวนนี้ย่อมหมายถึงพื้นที่งบประมาณสำหรับการลงทุนพัฒนาประเทศที่หายไป
และหากปล่อยให้รายจ่ายประจำกินงบลงทุนต่อเนื่อง เศรษฐกิจไทยก็ยิ่งเสี่ยงโตต่ำ สูญเสียโอกาสในการสร้างขีดความสามารถแข่งขันในระยะยาว เช่นเดียวกับโครงการขนาดใหญ่ โครงการดิจิทัล คลาวด์ หรือ AI
ที่ต้องตอบให้ได้ว่า ใช้งานจริง คุ้มค่าจริง และเกิดประโยชน์กับประชาชนจริงหรือไม่
ในชั้นคณะกรรมาธิการมีการปรับลดงบกว่า 1.1 หมื่นล้านบาท ขณะเดียวกันก็เพิ่มงบกลางกว่า 6,000 ล้านบาท ประเด็นนี้จึงต้องตรวจสอบให้ชัดว่า เงินที่โยกไปอยู่ในงบกลางมีรายละเอียดการใช้จ่ายเพียงพอหรือไม่
เพราะงบกลางไม่ควรเป็น “เช็คเปล่า” ที่เปิดช่องให้ฝ่ายบริหารใช้เงินโดยขาดการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ดังนั้น วันที่ 7-9 กันยายนนี้ ประชาชนในฐานะผู้เสียภาษีและเจ้าของประเทศ ต้องร่วมกันตรวจการบ้านทั้งรัฐบาลและสส.ที่เราเลือกเข้าไป ว่า
ได้ทำหน้าที่ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศจริงหรือไม่ เงินภาษีทุกบาทถูกเปลี่ยนเป็นสวัสดิการ โอกาสและอนาคตของประเทศอย่างคุ้มค่าหรือไม่ เพราะงบประมาณไม่ใช่เงินของรัฐบาล ไม่ใช่เงินของนักการเมือง แต่คือเงินของประชาชน
ยิ่งประชาชนตื่นตัวและจับตาตรวจสอบมากเท่าไร รัฐบาลและนักการเมืองก็ยิ่งต้องเกรงใจ และระมัดระวังการใช้เงินของประเทศมากขึ้นเท่านั้น