ปัญหาหนี้สินครูเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลแทบทุกยุคทุกสมัยต้องเผชิญ เพราะเป็นปัญหาที่สะสมมายาวนานและเกี่ยวพันทั้งระบบการเงินของครูและการบริหารสหกรณ์ออมทรัพย์ครู

ที่ผ่านมามาตรการแก้หนี้จำนวนไม่น้อย มุ่งไปที่การลดดอกเบี้ย หรือการพักชำระหนี้ แต่หากการแก้ไขไม่แตะลึกลงไปถึงต้นเหตุ ไม่นานปัญหาก็วนลูปกลับมาเหมือนเดิม

การจับมือระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงเป็นสัญญาณการตอบโจทย์ที่น่าสนใจ เพราะเป็นการเชื่อมปัญหาของ “ลูกหนี้” เข้ากับระบบของ “เจ้าหนี้” โดยมีแนวทางทั้งการหาแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ การรวมหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ยืดเวลาชำระ และกำหนดการปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบ

โดยต้องคำนึงถึงความสามารถในการชำระหนี้ของครูในระยะยาว รวมถึงช่วงหลังเกษียณอายุราชการ

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนขนาดของปัญหาอย่างชัดเจน สหกรณ์ออมทรัพย์ครู 116 แห่ง มีสมาชิกกว่า 862,000 ราย มีเงินให้กู้รวมสูงถึง 1.14 ล้านล้านบาท ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินกู้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.60% บางแห่งคิดอัตราสูงถึง 9%

ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ ครูบางส่วนมีภาระหนี้จนถูกหักเงินเดือน เหลือเงินใช้ดำรงชีวิตไม่ถึง 30% ของรายได้

ดังนั้น แนวทางของรัฐบาลที่ขยับจาก “ลดดอกเบี้ย” ไปสู่การแก้ปัญหาทั้งระบบ ถือว่ามาถูกทางในหลักการ เพราะมองเห็นว่าหนี้ครูไม่ได้เกิดจากดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องตั้งแต่ต้นทุนเงินของสหกรณ์ เงื่อนไขการกู้ ความสามารถชำระหนี้ ไปจนถึงพฤติกรรมการก่อหนี้ใหม่

ขณะเดียวกัน การใช้ Credit Lock เพื่อป้องกันการก่อหนี้ใหม่ก็เป็นอีกกลไกที่จำเป็น เพราะการช่วยชำระหนี้เดิมโดยปล่อยให้กู้เพิ่มได้ไม่รู้จบ ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน

หนี้ครูเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาล หากกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันแก้ได้ตั้งแต่ต้นทุนเงิน การปรับโครงสร้างหนี้ ไปจนถึงการป้องกันหนี้ใหม่ ย่อมไม่เพียงทำให้ครูมีศักดิ์ศรีและความมั่นคงทางการเงิน

แต่ยังคืนเวลาและพลังใจให้ครูกลับไปทำหน้าที่สำคัญที่สุด คือสอนและดูแลเด็กนักเรียนได้เต็มที่ การแก้หนี้ไม่ใช่แค่ทำให้หนี้เบาลง แต่ต้องทำให้คนเป็นหนี้สามารถกลับมายืนได้ด้วยตัวเอง เมื่อครูมีชีวิตที่มั่นคง ห้องเรียนก็มั่นคงตามไปด้วย

การตั้งคณะกรรมการและกำหนดกรอบเวลา 30 วันเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งสำคัญคือมาตรการที่ออกมาต้องช่วยให้ครูมีเงินเหลือใช้จริง ไม่สร้างภาระงบประมาณเกินความจำเป็น และไม่ทำให้ระบบสหกรณ์อ่อนแอลง

จากนี้สิ่งที่ประชาชนต้องจับตาคือจาก “แนวคิด” จะสามารถไปถึง “การปฏิบัติ” ได้จริงหรือไม่

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน