ความขัดแย้งระหว่าง “อุเทนฯ-ปทุมวัน” ถือเป็นระดับตำนานเพราะไม่ใช่แค่ปัญหาทะเลาะวิวาทระหว่างนักศึกษาสองสถาบัน
แต่เป็นปัญหาสะสมยาวนานทั้งความขัดแย้งที่ส่งต่อรุ่นสู่รุ่น ค่านิยมเรื่องศักดิ์ศรีสถาบัน การเอาคืน และการยกระดับจากความขัดแย้งส่วนบุคคลไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกลุ่ม จนสุดท้ายคนที่ไม่เกี่ยวข้องก็กลายเป็นผู้รับเคราะห์บาดเจ็บ กระทั่งเสียชีวิต
เหตุการณ์บนสถานีรถไฟฟ้าบีทีเอสสยาม เมื่อวันที่ 7 ก.ย.ที่ผ่านมา จึงเป็นสัญญาณอันตรายเพราะพื้นที่ปทุมวัน-สยามสแควร์คือใจกลางเมือง เป็นทั้งแหล่งการศึกษา การค้า การท่องเที่ยวและระบบคมนาคม ที่มีประชาชนจำนวนมหาศาลใช้ชีวิตอยู่ทุกวัน
เมื่อเกิดความรุนแรงขึ้น ความเสียหายจึงไม่ใช่แค่คู่กรณี แต่กระทบความปลอดภัยของประชาชน ภาพลักษณ์ประเทศ เศรษฐกิจและความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยว
ที่ผ่านมารัฐพยายามแก้ปัญหาหลายแนวทาง ทั้งปรับรูปแบบการเรียน เหลื่อมเวลา ลดโอกาสเผชิญหน้า ตั้งคณะกรรมการยุติข้อพิพาท รวมถึงพยายามหาพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวาย
แต่ปัญหาสำคัญคือกระบวนการเดินหน้าอย่างล่าช้า สวนทางความรุนแรงที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
การประกาศ 4 มาตรการของนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การอุดมศึกษาฯ จึงถือเป็นการยกระดับมาตรการประนีประนอม ขึ้นสู่การจัดการปัญหาอย่างเด็ดขาดจริงจัง
ประกอบด้วย งดการเรียนการสอนในพื้นที่พิพาทอย่างน้อย 3 เดือนเพื่อหยุดความเสี่ยงทันที เร่งจัดพื้นที่ใหม่ให้อุเทนถวายทั้งชั่วคราวและถาวร ให้ปทุมวันจัดทำแผนเปลี่ยนผ่านโดยเชื่อมการเรียนกับภาคอุตสาหกรรม
และพัฒนาพื้นที่เดิมให้เป็นพื้นที่ด้านการศึกษา นวัตกรรมและประโยชน์สาธารณะ โดยไม่ปล่อยให้กลายเป็นพื้นที่เชิงพาณิชย์
ผู้ที่เคยสัมผัสปัญหาโดยตรงมองว่า 4 มาตรการคือแนวทางแก้ที่ถูกทิศถูกทาง เพราะการแก้ปัญหาต้องไม่ใช่แค่แยกคนออกจากกัน แต่ต้องแยกพื้นที่ แยกโอกาสปะทะและสร้างอนาคตใหม่ให้ทั้งสองสถาบันเดินต่อได้
อย่างไรก็ตาม จุดชี้ขาดว่าตำนานความรุนแรง “อุเทนฯ-ปทุมวัน” จะปิดฉากได้จริงหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่คำสั่งหรือมาตรการบนโต๊ะประชุม แต่อยู่ที่การลงมือทำจริง
แม้การปิดตำนานศึก 2 สถาบันจะไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ก็ถึงเวลาแล้วที่พื้นที่ใจกลางมหานคร ต้องเปลี่ยนจากสนามขัดแย้งทะเลาะวิวาทเป็นพื้นที่ปลอดภัย สร้างอนาคต สร้างนวัตกรรม และสร้างประโยชน์ให้คนไทยทุกคน
จากนี้จึงต้องจับตาทั้ง 4 มาตรการจะไปได้ไกลแค่ไหน หากไปได้สุดทางจะไม่ใช่แค่ยุติเหตุทะเลาะวิวาท แต่คือการคืนความปลอดภัยให้คนกรุงเทพฯ และยกระดับคุณภาพการศึกษาไปพร้อมกัน