รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กำชับให้ทุกหน่วยงานในสังกัดทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และเด็ดขาด เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพ และกระทบต่อการประกอบอาชีพของประชาชน
ปัจจุบันมีข้อมูลว่าปลาหมอคางดำระบาดอยู่ใน 21 จังหวัด เพื่อให้การทำงานคล่องตัวและแก้ปัญหาได้ตรงจุด กระทรวงเกษตรฯ จึงเตรียมจัดคณะกรรมการพิเศษขึ้นมาเพื่อกำกับการแก้ไขปัญหาโดยตรง และเตรียมตั้งคณะเคลื่อนที่เร็วระดับจังหวัดใน 21 จังหวัดที่มีการระบาด
เพื่อให้แต่ละพื้นที่มีผู้รับผิดชอบชัดเจน สามารถประสานงานระหว่างหลายหน่วยงาน และลงพื้นที่ปฏิบัติการล่า จับ ควบคุมปลาหมอคางดำได้ทันที ตัดขั้นตอนยุ่งยากด้านเอกสาร
แผนการของรัฐบาลที่จะหยุดยั้งการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งเป็นสัตว์น้ำที่อันตรายต่อระบบนิเวศของไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลยังจัดสรรงบประมาณปี 2570 ไว้ประมาณ 70-90 ล้านบาท แต่จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีการแพร่ระบาดเป็นวงกว้างมากขึ้น
อาจส่งผลให้งบประมาณจำนวนดังกล่าวไม่เพียงพอต่อความต้องการ กระทรวงเกษตรฯ จึงหารือกับนายกรัฐมนตรีให้รับทราบในหลักการแล้ว
โดยอาจจะต้องขอรับการสนับสนุนงบกลางเพิ่มเติมประมาณ 350 ล้านบาท เพื่อใช้ในการควบคุมและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำให้ครอบคลุม
นอกจากกำชับการทำงานเชิงรุก รวดเร็ว และเด็ดขาดให้มากขึ้นแล้ว รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมอีก
การแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำซึ่งเป็นอันตรายต่อระบบนิเวศทางธรรมชาติของไทย เริ่มแพร่ระบาดมาตั้งแต่ปี 2566-67 และปัจจุบันก็ยังกำจัดไม่หมด จนปัจจุบันได้รับผลกระทบแล้ว 21 จังหวัด ตามข้อมูลของรัฐบาล
ก่อนหน้านี้ ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาสั่งให้กรมประมงเร่งจัดทำแผนระงับยับยั้ง และกำจัดปลาหมอคางดำ รวมทั้งให้ประกาศ จ.สมุทรสงคราม ซึ่งเป็นแหล่งที่แพร่ระบาดมากที่สุด เป็นเขตภัยพิบัติ
นับเป็นเรื่องที่ดี แต่ในส่วนของผู้ฟ้องร้องคดีโดยเฉพาะประชาชนผู้เป็นเจ้าของกิจการประมงซึ่งได้รับผลกระทบ และความเสียหายจากปลาหมอคางดำยังไม่ได้รับการเยียวยาชดใช้เท่าที่ควร
ดังนั้น นอกจากรัฐบาลประกาศแผนจัดการกับปลาหมอคางดำแล้ว เรื่องการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบก็ควรให้ความสำคัญด้วยเช่นกัน