สภาพที่เมื่อ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล นำเสนอบทความพิเศษ “8 เหตุผลที่ผมไม่ต้องการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก รัฐมนตรีอีก”

ข้อเสนอ 1 ที่ปรากฏตามมา คือการเอ่ยชื่อ นายอานันท์ ปันยารชุน ในเป้าหมายที่เป็นทางออก

เหมือนกับจะสะท้อนความเชื่อมั่นอันเป็น “ความหวัง”

แต่เมื่อคำนึงถึงสภาพความเป็นจริงอันเป็นที่มาของ นายอานันท์ ปันยารชุน ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีก็แทบไม่ต่างไปจากที่มาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นั่นก็คือ มาจาก “รัฐประหาร”

เพียงแต่ นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นเมื่อปี 2534 ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นเมื่อปี 2557

มูลฐานในทางความคิดหากมิใช่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ต้องเป็น นายอานันท์ ปันยารชุน สะท้อนภาวะอับจนในทางความคิดและการหาทางออกของสังคมไทยอย่างเด่นชัด

เป็นความคิดเหมือนกับที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิป ไตย เสนอให้ใช้ “มาตรา 7”

กระทั่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ก็เห็นด้วย

กระทั่งบรรดา ปัญญาชนและอีลิตในสังคมไทยก็ขานรับอย่างคึกคัก

จากการเคลื่อนไหวของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 ยังมีความต่อเนื่องมายังการเคลื่อนไหวของกปปส.ก่อนรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557

ก็แทบไม่แตกต่างกัน

และเมื่อประสบวิกฤตอันเนื่องจากความล้มเหลวที่คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก่อขึ้นก็ยังถวิลหาบรรยากาศในแบบ

“มาตรา 7″ เกิดขึ้นอีก

ทั้งๆที่จะมีการเลือกตั้งภายในอีกไม่เกิน 2 เดือนข้างหน้า

มีความแตกต่างทางความคิดอย่างแน่นอนระหว่างคนชั้นสูงผู้มาก ด้วยการศึกษา กับคนระดับรากหญ้าที่การศึกษาน้อยในชนทอันไพศาลของประเทศ

คนชั้นสูงหวาดกลัวการเลือกตั้ง คนระดับรากหญ้ามั่นใจในการเลือกตั้ง บรรยากาศใน”เมือง” บรรยากาศใน”ชนบท”จึงต่างกัน

ทั้งๆที่รู้กันอยู่เป็นอย่างดีว่าผลในเดือนกุมภาพันธ์จะเป็นเช่นใด

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน