ไม่ว่ากรณีนาฬิกา”หรู” ไม่ว่ากรณี”เลื่อน”การเลือกตั้ง แม้ว่าจะเป็น เรื่องของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แม้ว่าจะเป็นเรื่องของกกต.แต่ในที่สุดก็ไปรวมอยู่ที่ “คสช.”
เหมือนกับเรื่อง “อุทยานราชภักดิ์” เหมือนกับเรื่องที่ 4รัฐมนตรี ไม่ยอมลาออกจากตำแหน่งแม้ว่าจะไปมีสถานะอยู่ในพรรคพลังประชารัฐ
ยิ่งเข้าใกล้การเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์มากเพียงใดเรื่องทุกเรื่องก็จะไปรวมอยู่ที่ “คสช.”
กลายเป็นประเด็นในการ”หาเสียง”
ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นจากพรรค เพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นจากพรรคอนาคตใหม่
ทำไม
คำตอบที่ตรงเป้าที่สุดมีเพียงคำตอบเดียวเท่านั้น เพราะว่าคสช.ไม่ยอมหยุด เพราะว่าคสช.ยังต้องการที่จะสืบทอดอำนาจอันได้มาจากรัฐประหารต่อไป
ระหว่างรัฐประหารเมื่อปี 2549 กับรัฐประหารเมื่อปี 2557 จึงมีทั้งความเหมือนและความต่าง
เหมือนตรงที่ต้องการสืบทอด”อำนาจ”เหมือนกัน
ต่างตรงที่ “คมช.”ไม่สืบทอดอำนาจโดยตรง หากแต่ 1 มอบอำนาจให้ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ 1 ไถ่โอนอำนาจผ่านพรรค การเมืองในเครือข่าย
อย่างที่ปรากฏผ่าน”บันได 4 ขั้น”
ต่างตรงที่ “คสช.”ไม่ยอมแบ่งอำนาจให้คนอื่น 1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี และ 1 ร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อประกันการสืบทอดอำนาจ
และจัดตั้งพรรคพลังประชารัฐเพื่อประกันความสำเร็จนี้
ตรงนี้แหละที่ส่งผลให้ “คสช.”กลายเป็นตำบลกระสุนตกใน สนามการเลือกตั้ง
มีความเด่นชัดอย่างยิ่งในเจตนารมณ์ที่ต้องการสืบทอดอำนาจของ “คสช.”
ตรงนี้เองทำให้การเมืองไม่อ้อมค้อม
นั่นก็คือ มีฝ่ายของ “คสช.”หนุนการสืบทอดอำนาจคสช. และมีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการสืบทอดอำนาจของ “คสช.”เดินหน้าคัดค้านและต่อต้านอย่างเหนียวแน่นและมั่นคง
ตรงนี้คือ 2 ทางเลือกของ”ประชาชน”