FootNote : แตกแยก ภายใน ประชาธิปัตย์ สุเทพ เทือกสุบรรณ เอฟเฟ็กต์
ปัญหาขัดแย้งและแตกแยกภายในพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่สงขลาในกรณีของ นายเจือ ราชสีห์ ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ชุมพรในกรณีของ นายชุมพล จุลใส
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าเป็นเรื่องของ “กรรม” และเป็นเรื่องอย่างที่ เรียกกันว่า “กรรมเก่า”
1 เป็นผลสะเทือนจากการเลือก”หัวหน้าพรรค”
นั่นก็คือ การแยกสายหนุนระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
1 เป็นผลสะเทือนจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ไม่ว่าจะเป็นผลสะเทือนระยะใกล้จากการแยกตัวไปจัดตั้ง พรรคใหม่ ไม่ว่าผลสะเทือนระยะยาวจากกปปส.
เพียงแต่ว่าอยู่ในยุค”กรรมติดออนไลน์”เท่านั้น
ต้องยอมรับว่าการตัดสินของพรรคประชาธิปัตย์ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 ส่งผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งต่อสภาพใน ปัจจุบันของพรรค
เริ่มจากการตัดสินใจของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ
ตามมาด้วยการตัดสินใจของ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จำนวน หนึ่งไปร่วมในการจัดตั้งเวทีชุมนุม ไม่ว่าจะเป็น นายถาวร เสนเนียม ไม่ว่าจะเป็น นายวิทยา แก้วภราดัย
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจของระดับนำอย่าง นายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่ไปร่วมเป่านกหวีด
ผลที่ได้ก็คือ รัฐประหารในเดือนพฤษภาคม 2557
จากนั้นก็ได้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ บอกกับ”มวลมหาประชาชน“ว่าเป็น “รัฐบาลของพวกเรา”
4 ปีผ่านไปเมื่อเข้าสู่การเลือกตั้งก็เกิดการแตก แยกตัวภายในพรรคประชาธิปัตย์ ส่วนหนึ่งไปพรรคพลังประชารัฐ ส่วนหนึ่งไปพรรครวมพลังประชาชาติไทย
และส่วนหนึ่งก็กลายเป็นปัญหาของพรรคประชาธิปัตย์
หากมองจากประวัติศาสตร์ของพรรคประชาธิปัตย์นับแต่ก่อรูปขึ้น มาเมื่อเดือนเมษายน 2489
นี่ย่อมเป็นบาทก้าวหนึ่งของความขัดแย้ง แตกแยก
เหมือนกรณีของ นายเลียง ไชยกาล เหมือนกรณีของ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เหมือนกรณีของ นายสมัคร สุนทรเวช
นำไปสู่การปรับและจัดทัพใหม่ของ”ประชาธิปัตย์”