“ไม่ใช่รักกันจึงแต่งงาน แต่แต่งงานเพื่อรักกันต่อไป”
มีคู่สามีภรรยาหลายคู่เข้ามาขอคำปรึกษากับผม บางคู่ถึงขนาดอยากเลิกกัน บ้างกล่าวโทษ ฝ่ายภรรยาว่าขี้บ่น นิสัยไม่น่ารักเหมือนตอนคบใหม่ๆ หรือฝ่ายสามีก็ถูกกล่าวหาว่า ไม่สนใจ หรือให้เวลากับครอบครัว
หลายคนคิดว่า “ถ้าฉันได้แต่งงานกับคนที่เข้าใจฉันก็พอแล้ว” ซึ่งก็มีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้แต่งงานกับคนที่ตรงสเป็กจริงๆ แต่ท้ายสุดก็ยังจบด้วยการหย่าร้าง
แล้วสาเหตุคืออะไรกันแน่?
ความคิดที่ว่าชีวิตหลังแต่งงานจะสวยงามไร้ปัญหา ผมอยากจะบอกว่า คุณจะต้องคิดว่า “แต่งงานเพื่อรักกันอย่างไร” ไม่ใช่ว่า “รักกันแล้วจึงแต่งงาน” หากสามีภรรยาร่วมกันเผชิญปัญหาและปรับจิตใจของตัวเอง ชีวิตคู่ของคุณก็จะเหมือนกับเป็นคู่รักใหม่อยู่ตลอดเวลา
“คุณคิดว่าการแต่งงานหมายความว่าอะไรครับ?”
การแต่งงาน คือ การที่สามีภรรยากลายเป็นร่างกายเดียวกัน เมื่อสองรวมเป็นหนึ่ง ยอมรับข้อเสียของอีกคนมาเป็นข้อเสียของตัวเองด้วย ถึงแม้แต่ละฝ่ายจะมีข้อเสียปรากฏออกมามากมาย แต่ถ้าเชื่ออย่างชัดเจนว่า “เราคือคนคนเดียวกัน” ก็จะเห็นแก่กันจนปรับจิตใจเข้ากันได้ คุณจะไม่สามารถดูถูกสามีหรือภรรยาได้เลย สำหรับผมตอนที่เห็นข้อเสียของภรรยา ผมก็ต้องมีจิตใจที่รอคอย เมื่อคิดว่าจุดอ่อนของภรรยาคือ จุดอ่อนของผมด้วย ตอนนั้นก็มีจิตใจร่วมกันแก้ปัญหา แถมความรักก็จะยิ่งเพิ่มพูนขึ้นด้วย
ความรักของสามีภรรยาก็เหมือนกับเครื่องปรับอากาศ ที่ต้องมีรีโมทคอนโทรลปรับอุณหภูมิอยู่เสมอ ถ้าอากาศร้อนก็ต้องใช้รีโมทปรับอุณหภูมิให้เย็นสบายขึ้น ถ้าหากใจของสามีร้อน ภรรยาก็ปรับให้จิตใจของสามีเย็นลง ต่างฝ่ายต่างต้องเป็นรีโมทคอนโทรลให้กันและกัน
ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนสมรสและหย่าร้างจากกรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย พบว่าปีพ.ศ. 2560 มีคู่รักจดทะเบียนสมรส 298,194 คู่ และมีคู่สามีภรรยาจดทะเบียนหย่าถึง 121,658 คู่
อย่างนี้ไม่ใช่ความรักที่แท้จริงแต่เป็นความเห็นแก่ตัวที่ไม่อยากเสียสละ ไม่อยากละทิ้งความสบายของตัวเอง
การที่คนเราจะรักกันเมื่อเห็นนิสัยที่ดีและความสวยงามภายนอก จนตัดสินใจแต่งงานกันไม่ใช่เรื่องยาก แต่หลังจากแต่งงานแล้ว การรักษาชีวิตคู่ให้ยืนยาวนั้นยากมากกว่า ต้องเข้าใจร่วมกันว่า “ไม่ใช่รักกันจึงแต่งงาน แต่แต่งงานเพื่อรักกันต่อไป”
ข้อเสียของเขาเป็นข้อเสียของฉัน ข้อเสียของเธอก็เป็นข้อเสียของผม ทั้งสองคนร่วมกันรับผิดชอบข้อเสียของกันและกัน เสียสละเพื่อกัน ถ้าแต่งงานแล้วใช้ชีวิตโดยเชื่อว่าคู่ของเราเป็น “หนึ่งเดียวกัน” นั่นแหละครับ “รักที่แท้จริง”
ดร.(กิตติมศักดิ์) ฮักเชิล คิม
ผู้ก่อตั้งมูลนิธิเยาวชนสัมพันธ์นานาชาติ ประจำประเทศไทย
[email protected]