ไม่ว่าจะประเมินผ่านท่าที พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะประเมินผ่านท่าที พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

กรณี”ธรรมกาย”มิได้อยูที่ “หมายจับ”

นั่นก็คือ ได้มองข้ามตัว พระเทพญาณมหามุนี หรือ พระธัมมชโย ไปแล้ว

หากอยู่ที่สภาพของ “วัด”

การอาศัย “หมายค้น” ประสานเข้ากับ “มาตรา 44″ จึงสะท้อน เป้าหมายที่สูงยิ่งกว่าการจับตัว พระเทพญาณมหามุนี

นั่นก็คือ การเข้าไปจัดการกับ”วัด”

ยิ่งมีการลุกฮือจากพระภิกษุ สามเณร ในวัด ประสานกับ”ศิษยานุศิษย์” ยิ่งเพิ่มความมั่นใจ

มั่นใจว่าจำเป็นต้อง “จัดการ”

นี่คือภารกิจอันปรากฏผ่านบทบาทของ “ดีเอสไอ” ผ่านบทบาทของ “ตำรวจ” ภายใต้การหนุนช่วยของ “ทหาร”

เพียงแต่ว่าจะ”จัดการ”อย่างไร เท่านั้น

ผ่านจากสถานการณ์วันที่ 17 ล่วงเข้ามายังสถานการณ์วันที่ 21 กุมภาพันธ์ “ภาพ”ต่างๆเริ่มมีความเด่นชัด

การเน้นอย่างหนักแน่นจาก “ทำเนียบรัฐบาล”

คือ กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย “ทุกพื้นที่ต้องสามารถบังคับใช้กฎหมายได้”

1 ต้องได้ตัว พระเทพญาณมหามุนี

ขณะเดียวกัน 1 พื้นที่กว่า 2,000 ไร่ของวัดพระธรรมกายและมูลนิธิธรรมกาย ต้องอยู่ในการควบคุม

จะมี “รัฐอิสระ” ไม่ได้อย่างเด็ดขาด

เป็นสำทับอันมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นสำทับอันมาจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

มอบให้ “กระทรวงยุติธรรม” รับผิดชอบ

ประสานขอกำลังจาก “ตำรวจ” ประสานขอกำลังจาก”ทหาร” เข้าไปควบคุม

เริ่มต้นจากพื้นที่ที่เรียกว่า “ควบคุมพิเศษ”

การที่ พระเทพญาณมหามุนี ยังลอยตัวและไม่สามารถจับกุมเพื่อนำส่งฟ้องศาลได้ จากเดือนมิถุนายน 2559 กระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2560

จึงเท่ากับ “ท้าทาย”

ไม่เพียงท้าทายต่อ กฎหมายปรกติ หากแต่ยังท้าทายต่อกฎหมายพิเศษอย่าง “มาตรา 44″

เช่นเดียวกับ การลุกฮือของ”ธรรมกาย”

ย่อมทำให้ความพยายามที่จะปฏิบัติตามกฎหมายของเจ้าหน้า ที่อันเป็นพนักงานรัฐ ไม่ว่าจะเป็น “ดีเอสไอ” ไม่ว่าจะเป็น”ตำรวจ” ไม่ว่าจะเป็น “ทหาร”

มี “อุปสรรค” ไม่ได้รับความสะดวก”ราบรื่น”

ทั้งหมดนี้ล้วนสร้างความหงุดหงิดให้เป็นอย่างสูงทั้งต่อ”คสช.”และต่อ”รัฐบาล”

ในบรรยากาศแห่ง”ปรองดอง”

ในบรรยากาศแห่ง”สมานฉันท์”

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน