ประกายแห่งความขัดแย้ง แตกแยก อันปะทุจากภายในพรรคประชาธิปัตย์ ภายหลังการอำลาจากตำแหน่งหัวหน้าพรรคของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ มิได้เป็นเรื่องเหนือความคาดหมาย
สัญญาณนี้ฉายชัดตั้งแต่เมื่อมีการเลือกตั้งหัวหน้าพรรคพร้อมกับการปรากฏตัวของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม แล้ว
ลองไปดู “ตัวละคร”ที่สำแดงตัวตนออกมาก็จะร้องอ๋อ
ถามว่าใครเป็นเสนาธิการใหญ่ในการวางแผนการชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคให้กับ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม
คำตอบก็คือ นายถาวร เสนเนียม
ถามว่าใครกำลังเล่นบทเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันในการสวนกับ เส้นทางของพรรคที่เคยประกาศก่อนการเลือกตั้ง
คำตอบก็คือ นายถาวร เสนเนียม
คล้ายกับว่าความขัดแย้ง แตกแยก จะสำแดงตัวออกมาอย่างเด่น ชัดในห้วงที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เปิดประชาธิปไตยโดยการต่อสู้ในตำแหน่งหัวหน้าพรรค
ไม่ใช่หรอก
จุดเริ่มอันกลายเป็นความเพี้ยนในทิศทางและอุดมการณ์เริ่ม จากพรรคประชาธิปัตย์ตระหนักว่าแพ้การเลือกตั้งอย่างซ้ำซากและต่อเนื่อง
จึงเริ่มมองหากระบวนการที่จะกำจัดสิ่งที่เรียกว่า”ระบอบทักษิณ”
ทำให้เข้าไปใกล้กับพันธมิตรประชาชน เพื่อประชาธิปไตย
จากนั้นเมื่อพ่ายแพ้อีกในการเลือกตั้งทั้งเดือนธันวาคม 2550 และเดือนกรกฎาคม 2554 จึงนำไปสู่การเลียนแบบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยผ่านกปปส.
ภาพของ”มวลมหาประชาชน”ทำให้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เตลิดเพริศกู่ไม่กลับ หลายๆคนที่เคยประกาศ”ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง”ก็กู่ไม่กลับ
แล้วก็มาแผลงฤทธิ์อีกครั้งหลังวันที่ 24 มีนาคม
ปรากฎการณ์ครั้งใหม่เหมือนกับจะเป็นการเลือกระหว่างแนวทางระหว่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ กับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ สะท้อนการต่อสู้ 2 แนวทาง
คือแนวทางอันเป็น”ประชาธิปัตย์”ขนานแท้ กับ แนวทางอันเป็น “พลัง”ประชาธิปัตย์ “พลัง”ประชารัฐ”
จะดูงูเห่าจึงไม่ต้องไปไกลคอยดูได้จาก”ประชาธิปัตย์”