ดัดจริต
คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ดัดจริต – คําว่าดัดจริต ปรากฏอย่างน้อยสองครั้งในประเด็นทางการเมืองช่วงเวลาไม่นานมานี้
เริ่มจากเป็นคำดึงดูดช่วงพรรคการเมืองรณรงค์ก่อนการเลือกตั้ง ว่าอย่าเลือกนักการเมืองดัดจริต เพราะจะเปิดทางให้เกิดการสืบทอดอำนาจ
จนเมื่อเลือกตั้งเสร็จสิ้นและมีคะแนนอย่างไม่เป็นทางการเผยแพร่ออกมา ผู้นำทางกองทัพใช้คำนี้อีกครั้งในการอธิบายถึงประชาธิปไตยในรูปแบบที่เข้าใจ ว่าเป็นแบบไทยๆ พร้อมปรามว่าอย่าไปเอาความซ้ายจัดที่ไปเรียนต่างประเทศมา แล้วมาดัดจริต
แม้จะไม่ระบุตัวบุคคลแน่ชัด แต่ วาทะดัดจริตได้สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อสังคมในวงกว้าง เนื่องจากผู้พูดมีตำแหน่งหน้าที่สำคัญในกองทัพ
ดัดจริตเป็นคำที่มีความหมายในด้านลบ สื่อถึงการแสร้งทำกิริยาหรือวาจาเกินพอดีหรือเกินงาม ปกติแล้วผู้ถูกต่อว่าด้วยคำนี้มักเป็นผู้หญิง หรือเพศที่สาม มากกว่าผู้ชาย เช่นเดียวกับผู้มีวัยน้อยกว่ามักถูกเย้ยหยันมากกว่าผู้มีอายุสูงกว่า
แต่บริบทในขณะนี้ คำว่าดัดจริตกินความหมายกว้างขึ้น ไม่ใช่แค่เพศสภาพ หรือวัยวุฒิ หากเป็นแนวคิดทางการเมืองที่ตรงข้ามกัน
ฝ่ายที่ยึดหลักประชาธิปไตยอย่างชัดเจน อาจ มองว่ากลุ่มคนที่สนับสนุนให้รัฐบาลคสช.อยู่ในอำนาจต่อไปได้นั้น ไม่ได้เคารพประชาธิปไตยอย่างแท้จริง หากแสร้งทำเหมือนดัดจริต
ส่วนฝ่ายประชาธิปไตยเองถูกผู้นำกองทัพ มองด้วยสายตาขุ่นเคืองใจว่าพยายามยึดรูปแบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกมากเกินไป จนเข้าใจไปว่าเป็นกลุ่มซ้ายจัดที่ดัดจริต
ปัญหาขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าฝ่ายใดดัดจริตมากกว่ากัน แต่จะทำความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยที่ไม่ตรงกันนี้ได้อย่างไร
หนทางหนึ่งที่น่าจะเป็นทางแก้ไขและบรรเทาบรรยากาศขณะนี้คือการย้อนดู ประวัติศาสตร์การเมือง ว่าช่วงเวลาที่มีการใส่ความให้ร้ายกันโดยอคติ อีกทั้งกองทัพไม่อยู่ในสถานะเป็นกลางที่สุดนั้น เป็นช่วงเวลาอันตรายอย่างยิ่ง
ดังที่เกิดเหตุการณ์ความรุนแรงครั้งใหญ่มาแล้วไม่ต่ำกว่า 4 ครั้ง ทั้ง 14 ตุลา 2516, 6 ตุลา 2519, พฤษภาทมิฬ 2535 และ 99 ศพ พฤษภา 2553
บทเรียนเหล่านี้ควรต้องศึกษาและ ไม่เดินซ้ำรอย