หากมองกรณีของ “วัดพระธรรมกาย” เป็นแนวรบ ก็ต้องยอมรับว่า พื้นที่ “คลองหลวง”มีความสำคัญ
การย้าย”ผู้กำกับ” สภ.คลองหลวง จึง “แหลมคม”
แหลมคมเหมือนกับการย้าย นายกอบต.คลองสาม แหลมคมเหมือนกับการย้ายนายกเทศมนตรีคลองโข่งให้ออกนอกพื้นที่เป็นการชั่วคราว
นี่ล้วนเป็นอำนาจที่ได้มาจาก”มาตรา 44″
เหมือนที่มีคำสั่งหัวหน้าคสช.ฉบับที่ 12/2560 ย้าย นายพนม ศรศิลป์ ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ
เอาคนจาก “ดีเอสไอ” มาแทน
เพียงแต่กรณีผู้กำกับการสภ.คลองหลวงเป็นการย้ายโดยผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 เพียงแต่กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นคำสั่งของผู้ว่าราชการจังหวัด
แต่ก็อาศัย “อำนาจ” อันได้มาโดย “มาตรา 44″
เท่ากับเป็นการดึงเอามือไม้ที่ใกล้ชิดกับ”วัดพระธรรมกาย” ออกไปจากวงจร
“อาการ” อย่างนี้ “สะท้อน” อะไร
สะท้อนให้เห็นว่า กลไกของ”เจ้าหน้าที่รัฐ”ในระดับท้องถิ่นซึ่งคร่ำหวอดอยู่ในพื้นที่ไม่อำนวยประโยชน์ให้ตามความคาดหวัง
เริ่มตั้งแต่ “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”
งานในส่วนนี้ต้องสัมพันธ์กับ “คณะสงฆ์” โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ “มหาเถรสมาคม”
นายพนม ศรศิลป์ อาจรู้สึกว่าทำเต็มที่
แต่หากมองจากทางด้านของ “ดีเอสไอ” มองจากทางด้านของ “กระทรวงยุติธรรม” อาจไม่เต็มที่
จึงต้อง “ปลด” และปรับ”โครงสร้าง”ใหม่
เช่นเดียวกับบรรดา “ตำรวจ” ในพื้นที่ เช่นเดียวกับ “องค์กรปกครองท้องถิ่น” ในพื้นที่
จึงต้อง”ปลด” และขอให้ออกนอก “พื้นที่”
กระนั้น หากมองผ่านโครงสร้างในทาง “การเมือง” เท่ากับยืนยันว่าการดำรงอยู่ของ “วัดพระธรรมกาย” มีบทบาทและความหมาย
สัมพันธ์กับ “พื้นที่” ได้อย่างแนบแน่น
ทำให้เกิดความสงสัยว่า “ข่าว”การวางแผนลงมือปฏิบัติการอาจจะ “รั่ว” ผ่านกลไกเหล่านี้
ทำให้ “ปฏิบัติการ” ต้อง “ล้มเหลว”
ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนมิถุนายน 2559 ไม่ว่าจะเป็นเมื่อเดือนธันวาคม 2559
และแม้กระทั่งในเดือนกุมภาพันธ์ 2560
การปรับแผนใหม่ในเดือนมีนาคม 2560 จึงต้องอุดช่องโหว่และรูรั่วให้เสร็จสรรพเรียบร้อย
ไม่ว่าจะเป็น “สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ”
ไม่ว่าจะเป็น “องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น” ไม่ว่าจะเป็นตำรวจที่ “สภ.คลองหลวง”
เท่ากับว่าแผนปฏิบัติการ”ใหม่”จะมากด้วยความเข้ม