ยิ่งวันบทสรุปว่าด้วย “นิติศาสตร์ ล้นเกิน” จะสอดรับกับอารมณ์และความรู้สึกของ “สังคม” หนักแน่น จริงจังและมั่นคง โดยเฉพาะที่มาจากบทบัญญัติ
1 รัฐธรรมนูญ มาตรา 98 (3)
1 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการเลือกตั้งส.ส. พ.ศ.2561 มาตรา 42 (3)
ว่าด้วยลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.
อาจเริ่มจากกรณี นายภูเบศร์ เห็นหลอด ผู้สมัครส.ส.จังหวัดสกลนคร และตามมาด้วยกรณีของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่กำลังอึกทึกครึกโครมอยู่ขณะนี้
จากลักษณะต้องห้ามของการมีหุ้นสื่อ ประกอบกิจการสื่อไม่ว่าวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์
ประเด็นอยู่ที่ว่าคำร้องเรียนต่างๆ มีจุดเริ่มจากลักษณะต้องห้ามในทางกฎหมายอย่างโดดๆ โดยที่แทบไม่มีข้อมูลหลักฐานใดๆ ที่สอดรับกับสภาพความเป็นจริง
ตัวอย่างที่กำลังกลายเป็นประเด็น กลายเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ไม่ว่าจะจากพรรคอนาคตใหม่ หรือพรรคพลังประชารัฐ
นั่นก็คือ ปรากฏอยู่ในบริคนห์สนธิของบริษัท
แต่ในความเป็นจริงเป็นการประกอบกิจการด้านรับเหมาก่อสร้าง โดยที่ไม่มีการประกอบกิจการสื่อแต่อย่างใด ไม่ว่าวิทยุกระจายเสียง โทรทัศน์ และหนังสือพิมพ์
ยิ่งกว่านั้น บางรายอาจเคยประกอบกิจการแต่ก็มิได้เป็นสื่อในทางการเมือง หากแต่เป็นทางด้านแฟชั่น สังคม
ยิ่งกว่านั้น หลายรายไม่ได้ดำรงอยู่แล้วในทางเป็นจริง
สะท้อนให้เห็นว่า กกต.เมื่อรับคำร้องก็มิได้ตรวจสอบข้อมูลและความเป็นจริงที่ดำรงอยู่โดยพื้นฐาน หากแต่ดำเนินการฟ้องร้องไปเทิ่งๆ
นั่นก็คือ พิจารณาในแง่กฎหมายโดยมองข้ามความเป็นจริง
จากกรณีของการร้องเรียนในเรื่องสื่อ เมื่อวินิจฉัยของกกต.มิได้มีบรรทัดฐานอันน่าเชื่อถือ มิได้ดำเนินไปอย่างสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง
การร้องเรียนในเรื่องครอบครอง “สื่อ”จึงอึกทึกครึกโครม
คำทำนายที่ว่าอาจก่อให้เกิด “โดมิโน”ในทางการเมืองจึงเริ่มเห็นเด่นชัด
กลายเป็นตุ้มถ่วง กลายเป็นเครื่องบั่นรอนมากกว่าหนุนส่ง