FootNote:‘สึนามิ’ทางการเมือง ปรากฏผ่านFLASH MOB
ทั้งๆที่ญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องใหญ่ในทางการเมือง แต่เมื่อผลการอภิปรายดำเนินไปอย่างทุลักทุกเลความเป็นเรื่องใหญ่ก็ลดถอยด้อยค่าลง
ความสนใจของสังคมจึงอยู่ที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และการแพร่ระบาดของไวรัส FLASH MOB
เพียง 1 สัปดาห์ก็กลายเป็น “ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”
แพร่จากลานปรีดี พนมยงค์ ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ไปยังลานหน้าหอประชุม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สามย่าน และนำไปสู่การซ้อมใหญ่ มอกะเสด ไม่ใช่ขนมหวาน ราดกะทิ
อาจมีนักศึกษาเป็นจุดเริ่มต้น ประสานเข้ากับนิสิตของแต่ละมหา วิทยาลัย กระทั่งลามไหม้ไปยังนักเรียน
FLASH MOB กำลังจะกลายเป็น “สึนามิ” ทางการเมือง
จุดเริ่มต้นแห่งความไม่พอใจอาจเนื่องจากกรณียุบพรรคอนาคตใหม่ แต่ด้วยเวลาอันรวดเร็วประเด็นของรัฐธรรมนูญก็ถูกหยิบยกเข้ามา ประเด็นการเลือกตั้งก็มากด้วยความแหลมคม
กลายเป็นความไม่พอใจต่อการรัฐประหาร กลายเป็นความไม่พอใจต่อการสืบทอดอำนาจ
เท่ากับความอัดอั้นตันใจได้ปะทุกลายเป็นลาวา
เสียงเรียกร้องให้มีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เสียงเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ เสียงเรียกร้องให้ปฏิรูปประเทศไปสู่ประชาธิปไตยอย่าง แท้จริงจึงดังกระหึ่ม
ทำให้ประเด็นอื่นๆอันเป็นภาพสะท้อนของการเมืองน้ำเน่าไม่ว่าจะอยู่ในรัฐบาล ไม่ว่าจะอยู่ในรัฐสภา ไม่ว่าจะอยู่ในองค์กรอิสระกลายเป็นเรื่องไร้สาระ
กลายเป็นอุปกรณ์สำคัญในการต่อต้านรัฐบาล ต้านรัฐประหาร
เมื่อใดที่กระแสอันก่อขึ้นภายใน FLASH MOB แต่ละแห่งนั่นหมายถึงจุดอัดอั้นที่สะสมมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 มายังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
ภาพของ “ระบอบคสช.”จึงลอยเด่นอยู่ในความคิดรวบยอดของ นักเรียน นิสิต นักศึกษา
และเข้าไปประสานสอดรับกับ “ประชาชน”
การเมืองไม่ได้อยู่ในมือของ “นักการเมือง” หากแต่อยู่ในมือของคนรุ่นใหม่ อยู่ในมือของนักเรียน นิสิต นักศึกษาอันมีประชาชนอยู่ด้วย
โอกาสที่จะแปรเป็น”สึนามิ”ในทางการเมืองมีความเป็นไปได้