ตัวเลขที่ออกมาจากกระทรวงแรงงานยืนยันว่าแรงงานพม่าทยอย กันกลับบ้านเกือบ 10,000 คนแล้ว
เด่นชัด
เด่นชัดไม่เพียงแต่ยืนยันว่าสังคมไทยต้องพึ่ง”แรงงานต่างด้าว”สูงเพียงใด
หากนับรวมกับกัมพูชา ลาว คงมหาศาล
แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ ลักษณะอันเป็นอัมพาตตามมาโดยฉับพลันทันใด
ตามไซต์งานก่อสร้าง ตามเรือประมง
ถามว่าก่อนออก”พระราชกำหนด”นี้กระทรวงแรงงานมิได้คิดกะเก็งไว้หรอกหรือ
คิดแล้วน่าใจหาย
เสียงโวยอันดังมาจาก หอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมไทย สมาคมธนาคารไทย
สะท้อนอะไร
สะท้อนว่า หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง องค์กรอันเป็น 3 เสาหลักของธุรกิจ อุตสาหกรรมและบริการ คงไม่ออกโรง
ตามปรกติก็ให้ความร่วมมือกับคสช.และรัฐบาลอย่างดียิ่ง
ที่จำเป็นต้องออกมาโวยเพราะว่าได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจาก “ข้างล่าง”
นั่นก็คือ ธุรกิจขนาดกลาง ธุรกิจขนาดาเล็ก
ธุรกิจเหล่านี้นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เป็นต้นมาก็แบกหนี้อย่างหนักหนาสาหัส
มาเจอกระแสอพยพ”แรงงานต่างด้าว”อีกย่อม”อ่วม”
นอกเหนือจากมอบหมายให้ นายวิษณุ เครืองาม เสาะหาหนทาง แก้ไขและเยียวยาเฉพาะหน้า
จำเป็นต้องสปอตไลต์ “กระทรวงแรงงาน”
ไล่กันตั่งแต่ “รัฐมนตรี” เรื่อยไปจนถึง “ปลัดกระทรวง” และรวมถึง “อธิบดี”ที่เกี่ยวข้อง
ถามว่าผ่าน”ครม.เศรษฐกิจ”ก่อนหรือไม่
เพราะหากผ่านคนที่ละเอียดรอบคอบระดับ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ คงไม่ปล่อยเลยตามเลย ทั้งนี้รวมถึงคุณชายละเอียดระดับ นายวิษณุ เครืองาม ด้วย
นี่คือจุดอ่อนและจุดบกพร่องด้าน”บริหารจัดการ”