โจทย์ใหญ่งบ64-ฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจ : รายงานพิเศษ

โจทย์ใหญ่งบ64-ฟื้นวิกฤตเศรษฐกิจ – ร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ที่สภาเพิ่งโหวตรับหลักการ

ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากว่าไม่รองรับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากพิษโควิด-19

ทั้งจัดทำงบแบบเก่า โดยทุ่มเงินจำนวนมากไปกับรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น การจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างถนนหนทาง

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ มองอย่างไร

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์

นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์

ภาพรวมงบประมาณ 2564 จะตอบสนองใน 2 ประเด็นหลัก คือ เป็นงบที่จัดขึ้นเพื่อบริหารฟื้นฟูผลกระทบจากโควิด-19 และเป็นงบที่พยายามตอบสนองยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งแตกต่างจากที่ผ่านมา ที่เป็นการจัดทำงบประมาณตามทิศทางของสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

แต่ตั้งแต่ปีที่ 2563 งบประมาณของไทยเริ่มเป็นงบประมาณที่เป็นการบริหารงบภายใต้ทิศทางที่ชัดเจนเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และเรายังเห็นได้ชัดว่า ในงบประมาณรายจ่ายจะมีงบด้านการบูรณาการ การพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน

แต่งบนี้มีประเด็นปัญหา เพราะต้องยอมรับว่าในการบริหารเพื่อพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันตัวงบยังไม่เพียงพอ เพราะที่ผ่านมาจะมีงบลงทุนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ และงบประจำ 76 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น การลงทุนเพื่อปรับยุทธศาสตร์ของประเทศแบบนี้ไม่พอ

ฉะนั้นกรณีนี้เราจะสังเกตว่า มีประเด็นปัญหาว่าจะปรับอย่างไร และถ้าเราจะปรับในลักษณะของการกู้หนี้ยืมสินก็มีขอบเขตจำกัด เรียกว่าดัชนีวัดเสถียรภาพ ซึ่งของเราจะมีการกำหนดว่าหนี้สาธารณะต้องไม่เกิน 60 เปอร์เซ็นต์ การขาดดุลต้องไม่เกิน 3 เปอร์เซ็นต์

ดังนั้น ยังไม่เกี่ยวกับโควิด-19 งบ 3.3 ล้านล้านบาทก็เป็นการขอการขาดดุลประมาณ 6 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งคิดว่ายังไม่ตอบโจทย์ในการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้ แต่พอมารวมกับงบที่ต้องใช้ในเรื่อง โควิด-19 ยิ่งไม่เพียงพอ

เมื่อเป็นแบบนี้ก็หมายความว่างบตัวนี้ส่วนหนึ่งจะไปผสมผสานกับ 1.9 ล้านล้านบาท และมีการโอนเงินของปีที่ผ่านมาอีกประมาณ 8 หมื่นกว่าล้านบาท ดังนั้น กรณีนี้งบตัวนี้มีภาระหนักมาก ทั้งต้องตอบสนองการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน และการแก้ปัญหาโควิด-19 ซึ่งยังเป็นปัญหาเพราะไม่รู้ว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 จะจบเมื่อไร

ที่สำคัญ การบริหารโควิด -19 ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่ 2 ในระยะควบคุม และกระตุ้นเศรษฐกิจเริ่มฟื้นแต่เป็นไปในลักษณะอ่อนแอ จึงเกิดภาวะที่ตามมาคือแม้ว่าฟื้นตัวแต่เศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น ยังจะมีคนตกงานและธุรกิจเจ๊ง

ดังนั้น งบที่มีอยู่ทั้งหมดเมื่อนำมาใช้แก้ปัญหานี้ ยังไม่แน่ใจว่าจะเพียงพอ ยังไม่ต้องพูดถึงการใช้งบกระตุ้นขีดความสามารถในการแข่งขัน จึงคิดว่างบ 64 ยังไม่สามารถตอบโจทย์ได้ในเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถตามแนวทางยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อถึงจุดหนึ่งเราอาจต้องปล่อยให้เศรษฐกิจขยายตัวอย่างช้าๆ หรือการผ่อนผันเรื่องการ ก่อหนี้เพิ่มขึ้น

การปรับลดงบประมาณในชั้นกรรมาธิการ ต้องไม่ลืมว่าทุกคนมีวาระที่แตกต่างกัน มองในทางวิชาการก็ควรปรับลดงบส่วนที่จำเป็นน้อยมาใส่ส่วนที่จำเป็นมากก็ช่วยได้บ้าง แต่ต้องยอมรับว่าภาพรวมแล้วยังไม่ค่อยจะเพียงพอเลย ถ้าลดบางส่วนได้ก็เห็นด้วย แต่ยังไม่เพียงพอ

ดังนั้น หากต้องการให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ต้องบริหารงบในลักษณะตรงประเด็น มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และพยายามดูแลเรื่องความโปร่งใส พร้อมกับส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขัน สร้างมูลค่าเพิ่มในโครงการต่อไป และการสร้างงบเพื่อดึงความเชื่อมั่นให้ภาคเอกชนในการช่วยลดภาระงบของเราด้วย

และยังสามารถสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติเพื่อดึงการลงทุนจากต่างชาติ หากทำได้ทั้งหมดจะสามารถประคองให้เศรษฐกิจไปได้ในระดับหนึ่ง

ธนวรรธน์ พลวิชัย

อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

การจัดงบประมาณจะมีคำขอจากความต้องการจำนวนมาก สำนักงบประมาณจะยึดกรอบการทำงานที่อยู่ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี จึงต้องวิ่งตามกรอบสองโครงการ คือ ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้จีดีพีโต 5% ให้ได้ ส่วนสถานการณ์ที่แทรกขึ้นมาคือโควิด-19

ภายใต้สมมติฐานการจัดทำงบประมาณก็หวังว่าสถานการณ์โควิด หลังออกมาตรการกระตุ้น 1 ล้านล้านน่าจะเริ่มคลาย ปีหน้าทุกคนก็หวังว่าเศรษฐกิจจะกลับมาโตตามปกติและกลับเป็นบวก แต่จะบวกมากหรือบวกน้อยขึ้นอยู่กับมาตรการของรัฐในการจะกระตุ้น

ฉะนั้นในโครงสร้างก็จะมีงบประจำเกือบ 80% เช่น งบเงินเดือน งบชดใช้หนี้ บริหารหนี้ ที่เป็นโครงสร้างที่จะต้องทำอยู่แล้วตามปกติ อีกอันหนึ่งคืองบลงทุน ซึ่งรัฐพยายามจะให้มีมากขึ้น วงเงินลงทุนประมาณ 6 แสนล้าน เป็นกรอบที่รัฐบาลคิดว่าใช้สร้างสรรค์พัฒนาประเทศในระยะยาว

ด้วยโครงสร้างประจำและทำมาต่อเนื่อง ทำให้โครงสร้างของงบถูกลงไปตรงกระทรวง แต่ละกระทรวงเคยได้งบเท่าไรก็จะได้ใกล้เคียงบวก-ลบ ท้ายสุดส่วนที่รัฐบาลจะจัดสรรเพื่อเหตุฉุกเฉินก็จะเป็นงบกลาง โครงสร้างของงบถูกจัดทำแบบนี้เป็นปกติ

แม้ในสถานการณ์ไม่ปกติคือโควิด-19 แต่เป็นสถานการณ์ที่มีการจัดสรรเงินกู้แบบไม่ปกติมาเยียวยาก่อนหน้านี้แล้ว งบประมาณจึงถูกสร้างบนฐานของความปกติ

เวลาพูดถึงงบกระทรวงกลาโหม ต้องดูกันก่อนว่าบ้านเราจำเป็นต้องติดซีซีทีวีหรือไม่ ติดเพื่ออะไร ถ้าไม่มีขโมยแล้วติดทำไม เปรียบเปรยให้เป็นหลักคิด บ้านผมปลอดภัยแต่ติดซีซีทีวี จ้างยาม เพื่อเฝ้าระวังป้องปราม

กลาโหมก็มีภารกิจสองอย่าง คือป้องปรามกับปราบปราม ไม่ใช่การรุกราน การเตรียมพร้อมไม่ได้หมายความว่าเตรียมแล้วต้องใช้ แต่เตรียมไว้เผื่อมีเหตุฉุกเฉิน คำถามที่สำคัญคือในโลกใบนี้ไม่ควรมีสถานการณ์ของสงครามจริงหรือไม่ และถ้าเกิดขึ้นมาเราไม่พร้อมอย่างไร

ถ้าเราเป็นประเทศชั้นนำทางเศรษฐกิจของอาเซียนก็ควรจะมีสรรพกำลังในระดับต้นของอาเซียนเช่นกันเพื่อป้องปราม ทหารเองพยายามตัดงบเพื่อภาพรวม แต่สิ่งที่มีเพื่อเติมสรรพกำลังที่พึงมี

การกันงบช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่รู้สึกว่าจะมีจุดไหนเพราะไม่ได้เห็นโครงสร้างงบประมาณปี 2564 มากนัก ก่อนอื่นต้องตั้งข้อสันนิษฐานก่อนว่าโควิด-19 จะเกิดรอบสองหรือไม่ แล้วเกิดหนักหรือไม่ การจัดทำงบก็ต้องเผื่อไว้โดยฝากไว้ในกระทรวงสาธารณสุข งบกลาง เพราะต้องเผื่อมีเหตุฉุกเฉิน แต่ส่วนไหนที่ป้องกันได้คงไม่ต้องเผื่อ

ตอนนี้ก็พูดกันว่าเศรษฐกิจไทยโตน้อย รากหญ้าหรือเกษตรกรไม่มีกำลังซื้อ ท้ายที่สุดบอกว่าเราสู้เวียดนามไม่ได้ คำถามคือจะสู้ได้อย่างไร ดังนั้นจึงต้องมีการลงทุน มีรถไฟฟ้า สาธารณูปโภค งบประมาณก็จะถูกจัดสรรไปตามกรอบฐานเดิม คือรถไฟฟ้า ท่าเรือ ถนนหนทาง การลดความเหลื่อมล้ำ ภาคการเกษตร ชลประทาน

ดังนั้น งบจะถูกจัดสรรไปอย่างนี้เพื่อสร้างรายได้ สร้างอาชีพ และเกิดคำถามว่าแล้วไอทีต้องทำหรือไม่ เรามีระบบ 5 จี อีคอมเมิร์ซ คือกรอบยกระดับการพัฒนาประเทศ ลดความเหลื่อมล้ำ

สิ่งที่ต้องทำคือจะทำอย่างไรให้จีดีพีโตได้ 5% เร็วที่สุด การแปรรูปสินค้าการเกษตร การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมให้ไปสู่การใช้เทคโนโลยีระดับสูง การเพิ่มมูลราคาเพิ่ม เพราะเมื่อเศรษฐกิจดีขึ้นประชาชนก็จะกินดีอยู่ดีมากขึ้น ในทางสังคมก็พัฒนาไป ตามกรอบ

การแปรญัตติในชั้นกรรมาธิการคงมีไม่มากนัก เพราะส.ส. รัฐบาลเองมีสัดส่วนสูงกว่าฝ่ายค้าน และยังมีรัฐมนตรีคลังนั่งเป็นประธาน กระบวนการแปรญัตติก็ต้องรอมชอม ตัดบ้างตาม ธรรมเนียมปฏิบัติ

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

อดีตรมว.คลัง

หลังจากที่ได้ฟัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และรมว.กลาโหม นำเสนอการใช้งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ต่อสภา พยายามอธิบายในทางที่ดีว่าปัญหาเศรษฐกิจที่ทำท่าจะแย่จะค่อยๆ ฟื้นตัว ตัวเลขทางเศรษฐกิจก็จะกลับมาเป็นบวกนั้น เมื่อดูจากลักษณะการทำงบประมาณเป็นการทำงบโดยไม่คำนึงถึงวิกฤตที่จะเกิดตามมาหลังการแพร่ระบาดของโควิด-19 อย่างแท้จริง

หลังวิกฤตโควิด-19 จะมาพร้อมกับหนี้ฟองสบู่ขนาดใหญ่ทั่วโลก ทั้งในยุโรปและสหรัฐ ส่วนไทยซึ่งเกิดฟองสบู่สะสมมาตลอด 10 ปี เมื่อเกิดโควิด-19 จะส่งผลให้เกิดการผิดวินัยการชำระหนี้เพราะรายได้หดตัว หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้หรือเอ็นพีแอลจะเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งไม่เกิดการชำระหนี้ทั้งในหุ้นกู้หรือตราสารหนี้จำนวนมาก

การมองและแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลแบบนี้ ถือเป็นอันตรายต่อการบริหารประเทศ มองปัญหาแบบโลกสวยมากเกินไป และยังไม่เห็นการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือภาวะเศรษฐกิจหดตัวของรัฐบาลแต่อย่างใด

รัฐบาลจำเป็นต้องโยกย้ายงบประมาณที่ไม่มีความจำเป็นมาใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศให้มากกว่านี้ โดยเฉพาะเรื่องการสร้างงาน สร้างทิศทางใหม่ๆ ให้ประชาชนปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคตหลังโควิด-19 คลี่คลาย ลดการขยายและจัดทำโครงการที่ไม่จำเป็น

ที่สำคัญลดการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ออกไปก่อน ต้องปรับลดลงให้มากที่สุด ยืดหรือชะลอเวลาการสั่งซื้อออกไปได้นานเท่าไรยิ่งดี หากจำเป็นต้องซื้อจริงๆ ต้องในปริมาณที่จำเป็นเท่านั้น ที่สำคัญต้องไม่ซื้อเรือดำน้ำใหม่อีก

การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจต้องมากกว่านี้ แทนที่รัฐบาลจะออกพันธบัตรควรเปลี่ยนมาใช้วิธีพิเศษ โดยให้กระทรวงการคลังเปลี่ยนมาขายพันธบัตรให้กับแบงก์ชาติโดยตรง แทนการขายในตลาดปกติ อาจเสี่ยงเงินเฟ้อบ้างแต่เชื่อว่าจะไม่เกินปีละ 2% ส่วนจะได้วงเงินเท่าไรก็ขึ้นกับออกพันธบัตร

การใช้เงินของรัฐบาลปัจจุบันยังมีลักษณะถูกฉกฉวยไปกับเรื่องที่ไม่เป็นเรื่อง โดยเฉพาะการจัดสรรงบเพื่อตอบโจทย์นักการเมือง หรือเอาสร้างถนนหนทางซึ่งไม่ช่วยให้ประชาชนเกิดการปรับตัว ต้องเปลี่ยนวิธีการใช้เงินกลับหัวกลับหางจากที่เป็นอยู่แบบนี้ ต้องกระจายอำนาจลงสู่ชุมชนหรือท้องถิ่น เลิกรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ให้เขาเป็นผู้กำหนดโครงการต่างๆ ซึ่งต้องเร่งจัดเลือกตั้งท้องถิ่นโดยเร็วที่สุด

โลกหลังสถานการณ์โควิด-19 กลไกของโลกจะเปลี่ยน การลงทุนของต่างชาติจะน้อยลง การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมก็จะเปลี่ยนไป ยากจะพึ่งพา ดังนั้นต้องเปลี่ยนวิถีทางทำมาหากินของประชาชน สนับสนุนสิ่งที่พวกเขาถนัดหรือชำนาญในการเพิ่มกำลังการผลิต เพื่อให้พึ่งพาตัวเองได้

หากมองไปข้างหน้าอีก 2-3 ปี เราคงหวังรายได้จากการท่องเที่ยวยากขึ้น การลงทุนอุตสาหกรรมซึ่งคงไม่แน่นอน ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องพัฒนาโครงสร้างพัฒนาระดับชุมชน พัฒนาภาคเกษตรกรรมให้มากขึ้น

รัฐบาลอย่าคิดว่าตัวเองเก่งแต่ต้องเอื้ออำนวยให้ชุมชนเกิดการพัฒนาอย่างพอเพียง สนับสนุนประชาชน เกษตรกรให้เข้าถึงแหล่งน้ำได้มากขึ้น สนับสนุนเครื่องมือต่างๆ โดยเฉพาะการสร้างผลิตภัณฑ์ด้านเกษตรกรรม สร้างแพ็กกิ้งให้เก็บผลิตภัณฑ์ได้ยาวนานขึ้น มีมูลค่ามากขึ้น

ร่างพ.ร.บ.งบ 64 ในชั้นกรรมาธิการผมไม่คาดหวังอะไรมากนัก และมองว่าถ้ารัฐบาลไม่ปรับตัวคงจะพาประชาชนไปตายกันหมด เพราะจัดทำงบเสมือนกำลังพาประชาชนไปชมสวนดอกไม้ แต่เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นข้างหน้าเสมือนกำลังพาประชาชนเดินข้ามปล่องภูเขาไฟ

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน