หากนำสำนวนฝรั่งที่ว่า ดิ เอนด์ ออฟ เดอะ บีกินนิ่ง มาเทียบกับกรณีการหายตัวไปของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
ก็จะมองเห็น “เงื่อน” และ”แง่ง”
ที่ว่าเป็น “ดิ เอนด์” นั้นเด่นชัดยิ่งว่าไม่ใช่ ตรงกันข้าม เมื่อผ่านจากวันที่ 25 สิงหาคม มายังวันที่ 3 กันยายน
ยิ่งทำให้บทบาท”เดอะ บีกินนิ่ง” ปรากฏชัด
ชัดว่าความเข้าใจที่ว่า ทุกอย่างจะจบ จะยุติในวันที่ 25 สิงหาคม กลับกลายเป็นตรงกันข้าม
ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง “คดีความ”
เพียงความแคลงคลาง กังขา ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หายไปได้อย่างไรก็ยุ่งเหยิงยาวเหยียดยิ่งกว่า”เพชรพระอุมา”
คนที่ปวดหัวที่สุด คือ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมกุล
หลัง พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ไม่ว่าโดยความเป็น ผบ.ทบ. ไม่ว่าโดยความเป็นเลขาธิการคสช.
ทุกฝ่ายมีบทสรุปตรงกัน
นั่นก็คือ เห็นว่าการล่องหนหายตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร มิได้เป็นเรื่องแบบตัดสินใจในวินาทีสุดท้าย
ตรงกันข้าม มีการตระเตรียม มีการวางแผน
ถึงขนาดที่ ผบ.ทบ.ยอมรับว่า “เป็นปฏิบัติการลับและปิดลับได้เป็นอย่างดี”
มีคนรับรู้อย่างมากไม่เกิน 5 คน
จึงไม่แปลกที่แม้กระทั่งญาติพี่น้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ไม่รู้ คนของพรรคเพื่อไทยก็ไม่รู้
แม้กระทั่ง 14 คนที่กินข้าวด้วยกันชุดสุดท้ายก็ไม่น่าจะรู้
เพราะการตระเตรียม วางแผนดำเนินไปอย่างแยบยลอย่างนี้เอง ยิ่งคลี่คลายก็ยิ่งพบทางตัน
แค่ตอบให้ได้ว่าเดินทางด้วย “พาหนะ” แบบไหนก็ยากอย่างยิ่ง
ตอนแรกประเมินกันว่าอาจเป็น “รถยนต์” ต่อมาก็มองไปทางน้ำโดย”เรือ”
ล่าสุดร่ำลือว่าอาจนั่ง “เฮลิคอปเตอร์”
ยิ่งกว่านั้นคำถามสำคัญก็คือ หากมีการตระเตรียม วางแผนเอาไว้แล้ว ตรงไหนคือ “เบาะแส”ว่าเป็นส่วนหนึ่งของ “พิมพ์เขียว”อันจัดวางเอาไว้แล้ว
หรือว่าจะเป็นการหลั่งน้ำตาบนยอด”ภูเขาทอง”