FootNote:คำมั่นจาก ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับความเชื่อมั่นในทางการเมือง
ไม่ว่าจะเป็นการเสนอเปิดประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกมาแสดงความยินยอมที่จะแก้รัฐธรรมนูญ ไม่ว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการปรองดองสมานฉันท์
เหมือนกับจะเป็นรูปธรรมแห่งการถอยและเปิดใจกว้างรับเสียงจากพรรคฝ่ายค้าน เสียงจากที่ดังกึกก้องขึ้นในการชุมนุม
เป็นท่วงท่าอาการที่บรรดาคนซึ่งแวดล้อมอยู่โดยรอบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาประสานเสียงเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับการอยู่ในตำแหน่งของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ขณะที่เมื่อนำไปตรวจสอบกับท่าทีและบทสรุปอันมาจากพรรค ร่วมฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อไทย ไม่ว่าจะเป็นพรรคก้าวไกล ไม่ว่าจะเป็นพรรคเสรีรวมใจ เป็นต้น
พรรคการเมืองเหล่านี้มีท่าทีเฉยเมยเป็นอย่างยิ่ง ถึงกับประกาศให้ปีกทางด้านของรัฐบาลและ 250 ส.ว.เดินหน้าต่อไป โดยฝ่ายของตนจะอยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์
จากท่าทีเช่นนี้เอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงได้ออกมาสำทับว่า ขอให้เชื่อในความจริงใจของนายกรัฐมนตรี
ถามว่าเหตุใดท่าทีของสังคม ซึ่งมิได้เป็นพวกฝ่ายของรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จึงมิได้มีความตื่นเต้นแม้แต่น้อย ต่อจังหวะก้าวอันผลิตมาจากฝ่ายของรัฐบาล
คำตอบ 1 มาจากบทสรุปต่อความเป็นจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นับแต่หลังรัฐประหารเดือนพฤษภาคม 2557
นั่นก็คือ ความเป็นจริงของการ”ซื้อเวลา”
คำตอบ 1 มาจากความรู้สึกที่ว่าสิ่งที่คิดว่าเป็น “ทางออก” นั้น เป็นทางออกที่เกิดขึ้นภายใต้คำมั่นสัญญาอันว่างเปล่า ไม่มีอะไรเป็นรูปธรรมให้จับต้องและเชื่อถือได้เลย
เหมือนกับคำมั่นของรัฐบาลที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญแล้วมติก็ออก มาอย่างที่เห็นกันในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อคืนวันที่ 24 กันยายน อันได้รับการเรียกขานว่า “คืนแห่งการหลอกลวง”
แล้วจะให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นได้อย่างไรกับคำมั่นสัญญาใหม่ซึ่งมาจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
สถานะและความเป็นจริงของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในขณะนี้จึงเป็นสถานะและความเป็นจริงที่แทบไม่แตกต่างไปจากที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เคยประสบมาแล้ว
นั่นก็นำไปสู่บทสรุปที่ว่า “ดีแต่พูด” แต่ไม่เคย “ทำ”
คำถามก็คือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะตีฝ่าด่านแห่งความไม่เชื่อมั่นนี้ไปได้อย่างไร