คอลัมน์ บทบรรณาธิการ
ความทุกข์ของคนชรา – การทวงคืนเบี้ยคนชราจากผู้สูงอายุ เป็นเรื่องที่ผู้นำประเทศบอกว่าปัญหาแบบนี้เกิดขึ้นมานานแล้วและจะไม่เกิดขึ้นอีก
แต่ความเป็นจริงยังคงปรากฏกรณีมากขึ้นเรื่อยๆ และพบในหลายๆ จังหวัด ถูกเรียกเงินย้อนหลัง 10 ปีบ้าง 20 ปีบ้าง หรือนานกว่านี้ก็มี
ผู้สูงอายุหลายคนมีอายุเกิน 80 ปีไปจนจะถึง 100 ปี หลายคนสุขภาพไม่ดี บางคนนอนติดเตียง
สาเหตุของการถูกทวงเงินมีลักษณะคล้ายกัน คือได้รับเงินบำนาญจากการสูญเสียลูกหรือสามีที่รับราชการ
กรณีแบบนี้ถ้ายึดตามกฎระเบียบแบบไม่พิจารณาเหตุผลประกอบอื่นใด คุณตาคุณยายหรือคุณทวดเหล่านี้ล้วนต้องถูกทวงเงินคืนรัฐทั้งสิ้น
แต่สังคมไทยควรจะกระทำแบบนี้จริงหรือ
ความรันทดใจจากกรณีแบบนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเงินที่คนแก่ซึ่งไม่ได้ทำงานแล้วต้องหามาคืน
แม้แต่การได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ ได้จดหมายเตือน หรือได้รับหมายศาล ล้วนเป็นเรื่องกระทบจิตใจผู้สูงวัยและครอบครัวทั้งสิ้น
ขณะที่กรมบัญชีกลางให้หลักเกณฑ์ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยในเรื่องนี้เพื่อตอบคำถามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนองค์กรท้องถิ่นก็อ้างคำตอบของกรมบัญชีกลางไปจัดการทวงเงินรัฐคืน
แต่คนที่ต้องเผชิญกับความทุกข์ใจและเดือดร้อนคือชาวบ้าน
ที่สำคัญการถูกทวงเงินคือถูกกล่าวหาว่าไม่ซื่อสัตย์ เพราะรับเงินซ้ำซ้อน ทั้งที่เกิดคำถามว่ารัฐมีระบบที่ผิดพลาดเองหรือไม่
กรณีที่เพิ่งเกิดกับประเทศเนเธอร์แลนด์ในเวลาใกล้เคียงกันนี้มาจากความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่รัฐไปทวงเงินค่าสวัสดิการเลี้ยงดูเด็กจากพ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กหลายพันราย ด้วยข้อกล่าวหาว่าโกงเงินรัฐ
นอกจากประชาชนกลุ่มนี้ต้องเดือดร้อนในการใช้ชีวิต ยังกระทบจิตใจที่ถูกใส่ความว่าทำผิดกฎหมาย
เมื่อความจริงปรากฏว่าคนเหล่านี้ไม่มีเจตนาและพฤติกรรมโกง หากแต่มาจากการบริหารผิดพลาดของรัฐบาลเอง เรื่องนี้ทำให้รัฐบาลลาออกทั้งคณะ รวมถึงนายกรัฐมนตรี
บรรทัดฐานนี้ไม่ได้คาดหวังว่าจะใช้ได้กับไทย แต่อย่างน้อยรัฐบาลต้องแสดงความห่วงใยและแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม