FootNote:จากคลังสินค้า มาถึงจะนะ ประชาธิปัตย์ ยุค”จุรินทร์”
หากติดตามการอภิปรายของ นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ต่อ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ การอภิปรายของ นายประเสริฐพงษ์ ศรนุวัตร์ ต่อ นายนิพนธ์ บุญญามณี
ก็ต้องยอมรับว่า แต่ละข้อมูล แต่ละเอกสารที่ 2 ประเสริฐนำออกมาแผ่แบในที่ประชุมสร้างผลสะเทือนเป็นอย่างสูง
ไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นว่าองค์การคลังสินค้าต้องสูญเสียเงิน 2 พันกว่าล้านบาท ไปอย่างเปล่าประโยชน์ต่อหน้าต่อตาได้อย่างไร ทั้งๆที่ไม่มีตัวสินค้าที่จะสั่งซื้อเข้ามาเลย
หากแต่เมื่อเจาะลึกลงไปยังรากฐานความเป็นมาของโครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ก็จะมองเห็นว่าการสร้างเครือข่ายตั้งแต่ยังบริหารในระดับท้องถิ่นกระทั่งเข้าไปคุมกรมที่ดิน
ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่องค์การคลังสินค้า ไม่ว่าจะเป็นกรณีการกว้านที่ดิน เพื่อตระเตรียมรับกับโครงการอุตสาหกรรมจะนะ ฉายชัดถึงกระบวนการทุจริตในแบบดึกดำบรรพ์ยิ่งทางการเมือง
สะท้อนความเป็น”อะนาล็อก”ของนักการเมืองในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ออกมาจนล่อนจ้อน เปล่าเปลือย
สถานการณ์ไม่ว่าจะเป็นที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ไม่ว่าจะเป็นที่องค์การคลังสินค้า เป็นสถานการณ์อันจะสร้างความขัดแย้งแตกแยกให้เกิดขึ้นได้ในพรรคประชาธิปัตย์
นับแต่พรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าไปส่วนในการเคลื่อนไหวกับกปปส.ก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
ไม่เพียงแต่ นายณัฏฐพล ทีปสุวรรณ นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ นายสกลธี ภัททิยะกุล จะแยกตัวออกไปและกลายเป็นกำลังสำคัญในพรรคพลังประชารัฐ
หาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ลงหลักปักฐานอยู่ในพรรครวมพลังประชาชาติไทย ตามมาด้วย นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ตามมาด้วย การแยกตัวของ 2 นักการเมืองสำคัญ
นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค นายกรณ์ จาติกวณิช
ไม่มีใครตอบได้ว่าหลังกรณีคลังสินค้า หลังกรณีจะนะจะมีคนของพรรคประชาธิปัตย์แยกตัวอีกหรือไม่ มากน้อยเพียงใด
ทั้งหมดนี้เป็นความรับผิดชอบโดยตรงของพรรคประชาธิปัตย์ยุคของ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หลังจากการอำลาไปของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
เป็นพรรคประชาธิปัตย์ในยุคขานชื่อรับรอง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี