ให้หลังการยกทีมลาออกของ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล อดีตรมว.แรงงาน ประเด็นปรับครม. “ประยุทธ์ 5” ก็ร้อนขึ้นทันที

จะเป็นการปรับเล็กหรือปรับใหญ่ ลดโควตาทหาร-เพิ่มพลเรือน หรือไม่

ขณะที่ฝ่ายการเมืองจี้จุดอ่อนตรงๆ ไปที่กระทรวงเศรษฐกิจ

ในความเห็นของนักวิชาการมองอย่างไร

อรรถสิทธิ์ พานแก้ว
รัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

หากมองภาพรวมการบริหารจัดการตามแนวราบ การปรับครม.ที่จะเกิดขึ้นต่อไปเพื่อทดแทนตำแหน่งของ พล.อ.ศิริชัย เป็นอย่างน้อย น่าจะลามไปยังกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจด้วย

เนื่องจากสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลให้ข้อมูล ตัวเลข การค้า การลงทุนต่อสังคมว่าดีขึ้นมาตลอดนั้น ต้องยอมรับว่าในความเป็นจริงประชาชนไม่ได้คล้อยตามมากเท่าที่ควร ปัญหาปากท้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุด

หากปรับเล็กแค่ในส่วนรมว.แรงงาน ก็แน่นอนว่ารัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องกับแรงงานภาคประมง ที่ยังติดปัญหาในไอยูยู และเรื่องการค้ามนุษย์ ที่ไทยยังอยู่เทียร์ 2 ต้องจับตา

เรื่องพวกนี้ก็จะส่งผลต่อมาตรการทางเศรษฐกิจของต่างประเทศในภาคการนำเข้าและส่งออกด้วย กระทรวงที่เกี่ยวพันทางเศรษฐกิจก็จำเป็นต้องปรับตาม

ทำให้คาดว่าการปรับครม.รอบนี้น่าจะเป็นการปรับใหญ่มากกว่าปรับเล็ก เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลง นำไปสู่ภาพลักษณ์ให้เกิดความเชื่อมั่นต่อทั้งประชาชนและนักลงทุน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับกระทรวงพาณิชย์ ที่ฝ่ายการเมืองเรียกร้อง ก็จำเป็นต้องมีการพิจารณาเพราะเกี่ยวพันทางเศรษฐกิจโดยตรง โดยเฉพาะเรื่องราคาพืชผลทางการเกษตร ที่ส่งผลกับปัญหาปากท้องชาวบ้าน

ส่วนกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ที่ผ่านมาก็ถือว่ายังคงสร้างรายรับและจีดีพีในภาคบริการของไทยได้เป็นอย่างดี

สำหรับตัวบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่รมว.แต่ละกระทรวงนั้น เป็นใครก็ได้ที่มีความรู้ความสามารถและเหมาะสมต่อสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือน

เพราะปัจจุบันทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลคสช.ก็มีพลเรือนจำนวนมากอยู่แล้ว หากจะปรับเอาทหารออกแต่ปัญหาไม่ถูกแก้ไขก็คงไม่มีผลดีขึ้นต่อทั้งเศรษฐกิจและภาพจำ เพราะที่มานั้นไม่ได้จากการเลือกตั้งอยู่ดี

หากการเลือกตั้งตามโรดแม็ปจะมีขึ้นในเดือนพ.ย.2561 เวลาที่เหลืออีก 1 ปี นับจากนี้ การปรับครม.ควรคำนึงถึงการวางรากฐานทางเศรษฐกิจให้มั่นคงเพื่อส่งต่อให้รัฐบาลถัดไป

 

อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์
คณะมนุษยศาสตร์ ม.เชียงใหม่

การปรับครม.เป็นเรื่องธรรมดาของทุกรัฐบาลที่ต้องปรับ หากพบว่าการทำงานของเจ้ากระทรวงหรือรัฐมนตรีรายใดยังไม่บรรลุผล

สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ต้องตระหนักในการปรับครม. คือเมื่อปรับแล้วต้องชี้แจงต่อสังคมด้วยว่าปรับเพราะอะไร ปัญหาของกระทรวงนั้นๆ อยู่ตรงไหนถึงต้องปรับออก หากนายกฯ ระบุเพียงแค่ว่าปรับเพื่อให้เกิดความเหมาะสม เชื่อว่าสังคมจะไม่เข้าใจ

ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์จำเป็นต้องมีคำอธิบายว่าปรับเพื่ออะไร ปรับแล้วต้องการให้ทิศทางของสังคมเดินไปทางไหน ให้เกิดการพัฒนาในทิศทางใด เหล่านี้ต้องมีคำตอบให้สังคม ไม่เช่นนั้นก็จะเกิดความคิดที่ว่าปรับ ครม.แค่แบ่งเก้าอี้กันเท่านั้น

ส่วนควรปรับกระทรวงใดบ้างนั้น เชื่อว่าหลายฝ่ายเห็นตรงกันว่าควรจะปรับรัฐมนตรีในกระทรวงด้านเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์

ต้องยอมรับว่าปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนขณะนี้น่าเป็นห่วง แม้จะสามารถพึ่งพาด้านการท่องเที่ยวได้บ้าง แต่ภาคการผลิต การส่งออก ราคาพืชผลการเกษตรหยุดนิ่งเลย จะพึ่งพาแค่ด้านท่องเที่ยวอย่างเดียวคงไม่ได้ เปรียบเหมือนคนที่มีขาเดียวเดินเอียงกระเท่เร่

ส่วนกระทรวงกลาโหมและกระทรวงมหาดไทย ที่เริ่มมีปัญหาข้อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องการจัดซื้อโครงการต่างๆ นั้น เชื่อว่าต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์อยากปรับก็คงจะไม่ได้เพราะถือเป็นแกนหลักสำคัญ ดังนั้น ต้องเร่งดำเนินการภายในกระทรวงให้โปร่งใส

การปรับ ครม.ครั้งนี้เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ หวังสร้างผลงานให้มากขึ้น เพื่อเตรียมรับกับการเลือกตั้งที่ กำลังจะมาถึง แต่ก็ต้องปรับแบบประนีประนอมกับเครือข่ายอำนาจด้วย

แต่ต้องยอมรับว่าเครือข่ายอำนาจยังทำงานไม่เป็น ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ต้องคิดให้หนักว่าจะถ่วงดุลอย่างไร เพราะถ้าปรับ ครม.แล้วเศรษฐกิจยังไม่ดี ก็อาจมีปัญหาส่งผลกระทบต่อ พล.อ.ประยุทธ์ได้ในกรณีที่ยังจะกลับมาอีก

ส่วนที่ระบุจะปรับ ครม.โดยให้สัดส่วนของทหารน้อยลงนั้น เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ต้องการส่งสัญญาณหวังสร้างคะแนนนิยมและฐานเสียงให้กับตนเอง

 

/

ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์

การปรับครม.ครั้งนี้คงเป็นการปรับแบบย่อยๆ ไม่น่ามีอะไรให้ตื่นเต้นไปกว่าการปรับครม.ทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา ถ้าจะปรับครั้งใหญ่จริงก็ควรปรับตั้งนานแล้ว เพราะมีรัฐมนตรีหลายคนทำงานมาโดยไม่มีประสบการณ์

แต่หากต้องปรับใหญ่ก็ไม่รู้ว่าจะนำใครมาแทนได้ ด้วยวิธีคิดแบบรัฐบาลชุดนี้คนที่มาแทนจะแก้ปัญหาแบบรัฐมนตรีคนเดิมๆ คืออาจเป็นทหารหรือข้าราชการเก่าก็เป็นได้ เชื่อว่ามีปัญหาที่ต้องปรับแต่ปรับแล้วก็คงไม่ได้ดีขึ้น

กระทรวงมหาดไทยก็ควรปรับ เพราะมีปัญหาเยอะ ทั้งเรื่องความไม่โปร่งใส การจัดซื้อจัดจ้าง แต่ก็ยังเชื่อว่าคงไม่ ถูกปรับ

ส่วนกระทรวงกลาโหมถ้าจะปรับคงเป็นการเปลี่ยนรัฐบาลไปเลย ตรงกันข้ามกระทรวงที่ถูกปรับบ่อยมากคือกระทรวงศึกษาธิการ แต่ยิ่งปรับยิ่งไม่ดี เพราะคนที่มาทำงานไม่เคยทำเรื่องเหล่านี้มาโดยตรง ถ้าจะปรับอีกก็ไม่น่าจะช่วยอะไรได้

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ มองว่าน่าจะปรับเฉพาะกระทรวงพาณิชย์

เพราะกระทรวงเกษตรฯ ถูกดึงเข้ามาเกี่ยวกับการเมืองและให้รับผิดชอบเรื่องราคายางพาราเฉยๆ ทั้งที่หน้าที่จริงๆ ไม่เกี่ยวกับงานนี้เลย แต่กระทรวงพาณิชย์เป็นกระทรวงที่เกี่ยวกับราคาและการส่งออก แต่แทบไม่ได้ทำงานด้านนี้

การปรับควรมุ่งไปยังงานด้านสังคมมากกว่า ควรเอาเหล่านายพลที่ดูด้านสังคมออกให้หมด เอาภาคเอกชนที่รู้เรื่องนี้มาทำ เชื่อว่ามีคนรู้และทำงานเป็น เพราะไม่เช่นนั้นกระทรวงเหล่าจะเป็นมีแต่ข้าราชการทำงาน

การปรับครั้งนี้ยังไม่แน่ใจว่าปรับเพื่ออะไร ถ้าเพื่อเรียกคะแนนความนิยมคงไม่ใช่แน่ เพราะรัฐบาลชุดนี้หรือแม้แต่พล.อ.ประยุทธ์ ไม่จำเป็นต้องใช้คะแนนความนิยมก็สามารถเป็นนายกฯ ต่อได้

การจะเอามืออาชีพเข้ามาทำงานก็เชื่อว่าพล.อ.ประยุทธ์ไม่ทำแน่ ยังเลือกเครือข่ายที่เป็นคนของเขาและยังเป็นเหล่าทหารอยู่ หรือถ้าจะเป็นพลเรือนก็จะเป็นคนที่เขาควบคุมได้

การปรับครั้งนี้ไม่น่าจะมีทีเด็ดอะไร เพราะถือเป็นช่วงปลายวาระรัฐบาลแล้วคนที่จะเข้ามาก็คงอยู่ไม่นาน และเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาที่คนอื่นทำทิ้งไว้

ด้วยความเป็นรัฐบาลปีสุดท้ายก็คงไม่มีใครอยากเข้ามา ดังนั้นสิ่งที่หลายฝ่ายคาดหวังว่าการปรับครม.ครั้งนี้น่าจะดีขึ้นก็คงเป็นไปได้ยาก

 

ธนพร ศรียากูล
นายกสมาคมรัฐศาสตร์ แห่งม.เกษตรฯ

ถ้ายึดตามที่พล.อ.ประยุทธ์ พูดคือต้องการลดบทบาททหาร หากเป็นเช่นนั้นเชื่อว่าการปรับครม.ครั้งนี้จะเป็นการปรับใหญ่ เพราะในครม.ชุดนี้มีหลายคนที่มาจากกองทัพ

คนกลุ่มแรกที่ควรถูกปรับคือรองนายกฯ เพราะในเมื่อจะลดบทบาททหาร แน่นอนว่าต้องอยากเห็นความเปลี่ยนแปลง

กระทรวงที่ควรเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีตามลำดับ คือกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะต้องยอมรับว่ายัง ไม่เห็นผลงานที่ชัดเจนของทั้ง 3 กระทรวงนี้

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ลำพังเอาตัวเลขการส่งออกมาเป็นผลงานก็ค่อนข้างเอาเปรียบภาคเอกชน เพราะการเจรจาการค้าเป็นความสามารถของภาคเอกชนล้วนๆ รวมถึงราคาสินค้าและค่าครองชีพ ที่กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้มีบทบาท

กระทรวงดิจิทัลฯ ก็ยังไม่เห็นผลงานว่ามีอะไรที่จับต้องได้ ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังไม่เห็นการปรับโครงสร้างด้านอุตสาหกรรมว่ามีอะไร

นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ควรต้องปรับใหญ่ รัฐมนตรีที่เป็นทหารต้องพ้นไปแล้วเอาคนอื่นมาทำงานแทน เพราะที่กล่าวมาถือเป็นรากฐานของการปฏิรูปประเทศ และ นายกฯ ได้ใช้เรื่องนี้มาอ้างอิงเวลาพูดถึงการปฏิรูปเสมอ

ส่วนกระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นหน่วยงานความมั่นคง มีพ.ร.บ.บริหารราชการกระทรวงกลาโหมเป็นแม่แบบอยู่แล้ว ดังนั้นหากรัฐมนตรีมีปัญหาเรื่องสุขภาพ หรือด้านการทำงานที่ผ่านมา 3 ปี ยังไม่เห็นวิสัยทัศน์เรื่องปฏิรูปกองทัพ มีแต่จะขยายอัตรากองทัพ ที่เห็นกันคือหน้าที่โดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นภารกิจการช่วยเหลืออุทกภัย หรืองานใน 3 จังหวัดภาคใต้

เรื่องหลังยิ่งเป็นตัวชี้วัดว่าควรให้คนอื่นมาทำหน้าที่เพราะสถานการณ์ในพื้นที่ไม่มีอะไรที่ดีขึ้น อีกทั้ง นายกฯ ชอบพูดเรื่องการปฏิรูป จึงต้องปฏิรูปในส่วนที่มีความชำนาญก่อน ซึ่งคือกระทรวงกลาโหม เพราะ นายกฯ มีความรอบรู้ ใกล้ชิด เข้าใจปัญหาดี

การจะลดบทบาททหาร นายกฯ จะเอาพลเรือนมาเป็นรัฐมนตรีกลาโหมแทนทหารก็ยังได้ หากเริ่มที่กระทรวงกลาโหมได้ก็ถือว่ากระทรวงอื่นจะจับต้องได้ง่ายขึ้นด้วย

ส่วนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หากพูดด้วยใจเป็นธรรม คงต้องบอกว่าวันนี้กระทรวงเกษตรฯ ทำให้ภาระทางการเมืองของรัฐบาลอยู่ในระดับที่นายกฯ สามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

เห็นได้จากปัญหาน้ำท่วมที่ปีนี้น้ำมากพอๆ กับปี’54 แต่สามารถจำกัดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบได้ ถือเป็นผลงานสำคัญ ช่วยลดทอนปัญหาทางการเมืองได้

ส่วนปัญหาราคายาง คนที่ยกร่างกฎหมายเกี่ยวกับยางคือรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนที่ต้องรับมรดกตรงนี้ก็คงเกิดปัญหา

ทั้งนี้การปรับครม.เหลือเวลาให้รัฐมนตรีทำงานไม่นาน ปกติรัฐบาลจะไม่ปรับใหญ่เพราะจะเกิดเงื่อนไขทางการเมือง แต่กรณีนี้นายกฯ บอกเองจะลดบทบาทเชิงจำนวนให้น้อยลง จึงคิดว่าจะเป็นการปรับใหญ่

 

 

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน