ปรับแก้งบ 65 – แม้ร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 65 จะผ่านวาระแรกมาแล้ว แต่ระหว่างการพิจารณาของสภาก็เต็มไปด้วยข้อท้วงติงทั้งจากส.ส.ฝั่งรัฐบาลและฝ่ายค้าน และเสียงตำหนิติเตียนจากสังคม
การจัดทำงบฯ ไม่สอดคล้องสถานการณ์โควิดที่รุนแรงและระบาดหนัก แต่ให้ความสำคัญกับความมั่นคง อีกทั้งงบมหาศาลกระจุกอยู่ในส่วนงบประจำ ทั้งเงินเดือนและสวัสดิการข้าราชการ
มีมุมมองจากนักวิชาการด้านสังคม นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ และตัวแทนบุคลากรด้านสาธารณสุข ถึงการจัดทำงบฯ ดังกล่าว
ฝากเป็นการบ้านถึงกมธ.วิสามัญพิจารณางบประมาณ ที่อยู่ระหว่างพิจารณาแปรญัตติ

เดชรัต สุขกำเนิด
ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์เกษตรและทรัพยากร
คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์
จากการอภิปรายร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 65 ในสภา ได้เห็นจุดอ่อนของร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ คิดว่าเป็นเรื่องงบประมาณสาธารณสุข เรื่องสวัสดิการของประชาชน เรื่องการศึกษา และเรื่องสิ่งแวดล้อม ที่ดูเหมือนว่าถูกตัดงบประมาณไปมาก ทั้งๆ ที่เป็นสิ่งจำเป็นที่ควรต้องเพิ่มขึ้นในสถานการณ์ปัจจุบัน
เหตุผลที่รัฐบาลไม่สามารถปรับเพิ่มงบประมาณได้เพราะมีงบประจำที่ปูดมากขึ้น เช่น ส่วนเงินเดือน ส่วนที่เป็นสวัสดิการของข้าราชการ และบางหน่วยงานที่มีอำนาจต่อรองก็จะมีงบประมาณปูดขึ้นมากอย่างกระทรวงกลาโหม
งบประมาณกระทรวงกลาโหมที่ควรปรับลดคือในส่วนบุคลากร เมื่อก่อนงบส่วนนี้คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ตอนนี้ขึ้นมาเป็น 50% เงินที่จะนำมาลงทุนได้จึงจำกัด หากไม่แก้เรื่องบุคลากรก็จะไปกินงบของกระทรวงกลาโหมและกระทรวงอื่นๆ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ซึ่งงบบุคลากรแบ่งเป็น 2 ส่วนหลัก 1.ทหารเกณฑ์หรือทหารกองประจำการ ควรลดจำนวนลงจนไปสู่การเลิกมีทหารเกณฑ์ หรือทหารกองประจำการในที่สุด 2.นายทหารชั้นสูงแต่ไม่ได้มีสายบังคับบัญชาที่แท้จริงก็จะสิ้นเปลืองงบประมาณมาก
งบกระทรวงศึกษาธิการ เป็นห่วงอยู่ 3 ประการ 1.งบพัฒนาครู ที่ดูเหมือนงบจะลดลงไปพอสมควร 2.งบการวิจัยพัฒนาและการพัฒนาสื่อการสอน 3.งบบุคลากรที่ลดลง 6% เข้าใจว่าจะมีการเลิกจ้างครูจำนวนหนึ่ง หากไม่วางแผนให้ดีจะกระทบต่อการเรียนรู้โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เด็กนักเรียนกลับมาเรียนที่โรงเรียนตามปกติ
ในส่วนงบการท่องเที่ยว สมควรจะต้องเพิ่มงบประมาณ ลงไปที่จังหวัด หรือ อปท.ที่จะเข้ามาช่วยดูแลเรื่องการท่องเที่ยว เพราะจังหวัดและอปท.ได้รับผลกระทบหนักมากและแต่ละพื้นที่หนักไม่เท่ากัน
ขณะเดียวกันจังหวัดเป็นหน่วยหลักในการดูแลเรื่องโควิด-19 ที่ผ่านมา แต่งบจังหวัดกลับโดนตัดลงไปจำนวนมาก งบท้องถิ่นก็มีปัญหา เพราะรัฐบาลไปลดรายได้จากภาษีที่ดินที่ลดลงไป 90% ทำให้เงินที่ท้องถิ่นจะนำมาใช้พัฒนาหายไปด้วย
สำหรับงบของกระทรวงสาธารณสุขที่ถูกตัดลดมากเกินไปนั้น ในชั้น กมธ.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบ 65 ควรตัดในส่วนกระทรวงที่ไม่ควรเพิ่มและควรตัดลดให้มาก เช่นที่กล่าวไปเบื้องต้นในเรื่องทหารเกณฑ์ หากตัดลดแล้วไปใช้ด้านอาสาสมัครสาธารณสุข หรือใช้สนับสนุนด้านการ เรียนรู้ ด้านการจ้างงานในการท่องเที่ยวน่าจะดีกว่า
ส่วนที่รัฐบาลก่อหนี้ 5 ล้านล้านบาท ไม่น่าจะอันตรายหรือสุ่มเสี่ยงถึงขั้นล้มละลาย และประเทศเราไม่ได้อยู่ใกล้ภาวะนั้น เวลาเราดูตัวเลขหนี้สาธารณะต้องดูควบคู่จีดีพี ซึ่งไทยตัวเลขอยู่ที่ประมาณ 57% ต่อจีดีพี ซึ่งตัวเลขเพดานหนี้สาธารณะต่อจีดีพี 60% เป็นเกณฑ์ที่เราตั้งขึ้นไว้เอง ไม่ใช่เงื่อนไขตายตัว
แต่จุดสำคัญอยู่ที่งบประมาณแต่ละปีที่ต้องใช้ชำระหนี้เป็นเท่าไร ซึ่งตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นมา จึงควรกำหนดให้ชัดเจนว่าไม่ควรเกิน 5% ของที่ต้องใช้ไปเพื่อชำระหนี้
ความจริงแล้วตอนนี้สิ่งที่น่าห่วงมากกว่า คือ หนี้ครัวเรือนที่ไตรมาสแรกน่าจะทะลุ 90% แล้ว หากไม่มีวิธีการช่วยเหลือ ไม่ว่าจะเรื่องการจ้างงาน การฟื้นฟูการท่องเที่ยวหรือเศรษฐกิจ เรื่องสวัสดิการ หนี้ครัวเรือนอาจใกล้ 100% ต่อจีดีพีในต้นปีหน้าได้ กล่าวคือหากจำเป็นต้องกู้เงินก็กู้ได้ แต่ตนจะตั้งคำถามกับรัฐบาลที่ออกพ.ร.ก.กู้ แต่ใช้เงินไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ
ส่วนการขยายเพดานเงินกู้ให้เกิน 60% ต้องย้อนไปสู่โจทย์ว่าหากขยายเพดานแต่ละปีงบที่ต้องนำไปชำระหนี้เงินกู้ เราจะมีเงินเหลือมาทำงบประมาณจริงๆ ได้น้อยลง
หากจะทำให้สัดส่วนการชำระหนี้ต่องบประมาณลดลงวิธีหนึ่งที่ทำได้อาจจัดเก็บภาษีเพิ่มขึ้น ซึ่งสามารถแก้ปัญหาได้และเห็นวิธีการแก้ชัดกว่าไปยึดตัวเลข 60% ของจีดีพี ยืนยันกู้เพิ่มได้แต่ต้องระวังว่าจะไปจำกัดการใช้เงินในอนาคตหรือเปล่า
และถ้าจะให้คะแนนการจัดงบปี 65 ผมถือว่าสอบตก ขอให้เพียง 3 จากคะแนนเต็ม 10 คะแนน

นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ประธานชมรมแพทย์ชนบท
ประเทศเราเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่ด้านสุขภาพเพียงด้านเดียวนั้น ยังส่งผลกระทบในเรื่องของเศรษฐกิจ ความเป็นอยู่ของผู้คนในประเทศ แต่ปรากฏว่างบประมาณในส่วนที่จะนำมาดูแลเรื่องสุขภาพ งบกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ งบด้านสวัสดิการประชาชนถูกปรับลดลงมาก หรือแม้กระทั่งงบด้านสิ่งแวดล้อม
งบฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจก็ยังไม่มีอะไรที่ดูจะชัดเจน แต่ที่เห็นชัดคืองบประมาณยังถูกทุ่มเทให้กับด้านความมั่นคงแบบเก่าๆ อยู่เยอะเกินไป เรื่องนี้มองว่าไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ควรจะเป็นกับสถานการณ์ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่
หากถามว่าต้องปรับแก้ให้สอดคล้องสถานการณ์ที่เป็นอยู่อย่างไร ก็ควรต้องปรับแก้ในส่วนของงบประมาณการงดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ตลอดปี 65 เพราะตอนนี้ยังไม่เห็นถึงความจำเป็นและไม่รู้ว่าต้องซื้อเพื่อไปรบกับใคร ถ้าอยากจะซื้อจริงๆ ก็ขอให้รอไปซื้อปี 66 หรือซื้อให้โอกาสต่อๆไป
อีกทั้งลดการสร้างถนน แต่สร้างเฉพาะเท่าที่จำเป็นหรือโครงการบางโครงการที่ไม่มีประโยชน์ขอให้ยกเลิกไปเลย เช่น โครงการทำกำแพงกั้นชายแดนไทย-มาเลเซีย ถ้าเป็นอย่างนั้นก็น่าจะช่วยประหยัดเงินได้หลายหมื่นล้านบาท แล้วนำมาช่วยคนไทยสู้ภัยโควิด
งบประมาณที่สำคัญอีกส่วนหนึ่ง คืองบที่จะนำไปช่วยเหลือประชาชนให้ความเป็นอยู่ฟื้นขึ้นมาได้นั้น แต่ต้องไม่ใช่งบที่นำมาใช้แจกให้ประชาชนอย่างเดียว เพราะที่ทำๆ กันตอนนี้คือนำเงินมาแจกประชาชน แล้วก็ละลายหายไปในแม่น้ำ
คิดๆ แล้วก็น่าเสียดายเงินอยู่ แต่เข้าใจว่าการทำแบบนี้เป็นเรื่องง่ายที่สุดแล้ว ซึ่งถ้าคิดจะทำแบบนี้มองว่าเรื่องแค่นี้ใครๆ ก็ทำได้ เช่นนั้นใครๆ ก็เป็นรัฐบาล เป็นนายกฯได้
จุดอ่อนของร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 65 ก็เห็นกันชัดในเรื่องลดงบกระทรวงสาธารณสุข รู้กันดีว่าช่วงสถานการณ์โควิด อย่างที่ส.ส.พรรคภูมิใจไทยพูดไว้ว่า “ถ้าเขาไม่รัก เราก็กลับบ้านเรา” ซึ่งเราชาวกระทรวงสาธารณสุขเห็นด้วยกับประโยคนี้
เพราะมองว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ทำงานได้ดี ประสานงานได้ดีเมื่อเทียบกับพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ที่ตอนนี้นายกฯ เองได้รวบอำนาจทุกอย่างไว้หมดแล้ว
หากจะให้คะแนนวัดผลการจัดทำงบประมาณ ภาพรวมของพ.ร.บ.งบฉบับนี้ สอบตกแน่ๆ แต่สภาก็มีมติผ่านมาได้ ก็เป็นธรรมดาที่พรรคร่วมรัฐบาลจะโหวตให้ผ่านอยู่แล้ว แต่ถ้ามองในมุมของประชาชนที่มองเหมือนๆกัน คือ งบประมาณนี้สอบตกอย่างแน่นอน
ในฐานะที่ทำงานด้านสาธารณสุขขอเสนอให้พรรคร่วมรัฐบาลทบทวนการอยู่ร่วมรัฐบาล เพราะอย่างไรแล้วนายกฯ คงไม่ลาออกอยู่แล้ว เขาอยู่ทน แต่พรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาธิปัตย์ควรจะทบทวนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ลาออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล
เห็นได้ชัดว่าร่างพ.ร.บ.งบ 65 ฉบับนี้ไม่ได้ใช้โอกาสของการมีงบใหม่ในการฟื้นฟู ช่วยเหลือดูแลประเทศให้พ้น จากสถานการณ์โควิด และเรื่องนี้ไม่ใช่เฉพาะเรื่องของกระทรวงสาธารณสุขเพียงอย่างเดียว แต่จะเป็นเรื่องของการฟื้นฟูประเทศด้วย

สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์
นักวิชาการเศรษฐศาสตร์การเมือง
การจัดสรรร่างพ.ร.บ.งบประมาณ 65 รัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาวินัยการเงินการคลัง จีดีพีที่ตั้งไว้สวยหรู จริงๆ อาจไม่ได้เป็นไปตามนั้น รัฐบาลจึงอยู่ในฐานะลำบากต้องลดงบประมาณลงเหลือ 3.1 ล้านล้าน แล้วไปออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านล้าน ก็ถูกโจมตีอีก เพราะการออกพ.ร.ก.ไม่ได้มีการตรวจสอบ
การจัดสรรงบประมาณโครงการต่างๆ ไม่ตรงกับสถานการณ์ ต้องใช้เงินจำนวนมากสู้กับโควิด เตรียมการฉีดวัคซีนซึ่งต้องมีความหลากหลาย แต่ของเราไม่หลากหลาย และต้องเตรียมวัคซีนสำหรับโควิดกลายพันธ์ุด้วย แต่กลายเป็นงบกลาโหมและงบที่ไม่เกี่ยวข้องกับวัคซีนไม่ถูกตัดในส่วนงบที่เกี่ยวกับวัคซีนรัฐบาลอ้างว่ามีอยู่ในงบกลางและพ.ร.ก.กู้เงิน จึงไม่น่าแปลกใจที่ฝ่ายค้านจะโจมตี
ในส่วนการกระตุ้นเศรษฐกิจ งบครั้งนี้แก้ปัญหาเฉพาะระยะสั้นแต่โควิดอยู่กับเราไปอีก 3-4 ปี และหลังจากนั้นจะเปลี่ยนแปลงอีกมาก แต่ไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยี หรือทำให้เกิดการปรับตัว และมีกระบวนการเพื่อเตรียมประเทศภายหลังโควิด
รวมถึงงบในส่วนสวัสดิการที่เป็นปัญหา เช่น งบบัตรคนจน งบช่วยรากหญ้า สวัสดิการถูกตัด แต่ไปเพิ่มในส่วนที่ไม่จำเป็น ไม่สะท้อนความแตกต่างระหว่างรวยกับจน
ส่วนข้อกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ 5 ล้านล้านบาทนั้น แต่ละประเทศจะมีหนี้ด้วยกันทั้งหมด แต่ภาระหนี้อย่าเกิน 35% ของตัวจีดีพี ซึ่งภาระหนี้ของเราอยู่ที่ 27% บางคน บอกว่าต้องใช้หนี้เป็น 10 ปี เป็นวาทกรรมทั้งหมด ดูอย่างญี่ปุ่นมีหนี้สาธารณะติดต่อกันมาหลายปีแล้ว
แต่สิ่งที่เป็นอันตรายถ้าไม่คุมเรื่องวินัยการคลังให้ได้ถ้าดอกเบี้ยในอนาคตสูงขึ้นจะทำให้ประเทศมีปัญหา ขณะที่เศรษฐกิจโลกให้ระวังเพราะเงินเฟ้อสูงสุด และยังขึ้นมาอีกหลายปี ดังนั้นต้องระวังเรื่องวินัยการคลัง
หากรัฐบาลจะแก้กฎหมายขยายเพดานเงินกู้ให้เกิน 60% แก้ได้ อย่างแก้กู้เพิ่ม 2 ล้านล้านบาท ถือเป็น 70% ไม่ใช่ 100% ก็ยังต่ำกว่าประเทศอื่น แต่รัฐบาลต้องบริหารการคลังอย่างมีประสิทธิภาพ จะหารายได้จากไหนต้องชัดเจนเพื่อไม่ให้ขาดดุล เพราะถ้ากู้แล้วไม่มีจ่ายจะสร้างปัญหาให้ประเทศในระยะยาว
รัฐบาลต้องเปลี่ยนวินัยการคลัง สร้างความสามารถทางเศรษฐกิจเพื่อชดเชยการขาดดุล แต่การออกพ.ร.ก.กู้เงินจาก 7 แสนล้านบาท เหลือ 5 แสนล้านบาทนั้นก็ถือว่าปริ่มเพดานแล้ว
เมื่อถึงขั้นตอนการแปรญัตติในชั้นกมธ. คิดว่าภาพใหญ่เปลี่ยนไม่ได้มากนัก ทำได้ระดับหนึ่งเนื่องจากกมธ.เป็นไปตามสัดส่วนพรรคการเมือง และกมธ.ปรับลดงบได้ แต่จะไปเพิ่มงบไม่ได้
เท่าที่ฟังมีความพยายามปรับลดงบกลาโหม และปรับเพิ่มงบส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบด้านสาธารณสุข และสวัสดิการ ด้านการศึกษา ด้านการวิจัย คงเป็นในส่วนของรายละเอียดที่ถูกวิจารณ์ เช่น งบกลาโหม โยกงบบางส่วน ขึ้นอยู่ว่ากมธ.ทำได้แค่ไหน การขับเคลื่อนของกมธ.อาจต้องใช้กระแสช่วยกดดัน
การจัดงบครั้งนี้ไม่ตรงกับการแก้ปัญหาโควิดกับการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อส่งเสริมความสามารถการแข่งขันเป็นงบระยะสั้นไม่แก้ปัญหาระยะยาว และเรื่องการพัฒนาขีดความสามารถของประเทศน้อยมาก รวมทั้งเป้าหมายลดช่องว่างน้อยมาก
ดังนั้น ปกติการจัดงบแบบนี้ถ้าไม่อยู่ในสถานการณ์ขณะนี้สอบตก แต่เนื่องจากในสถานการณ์โควิดให้แค่สอบได้พอดี 50-50 เส้นยาแดงผ่าแปด