FootNote สองด้านของการเปิดประเทศ นักท่องเที่ยว การมาของ “ม็อบ”
หากประเมินจากสภาพที่การเดินสายไม่ว่าของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ต้องประสบในบรรยากาศแห่งการเปิดประเทศ ในบรรยากาศแห่งการเลือกตั้ง
สภาพอย่างที่เห็นเมื่อเหยียบไปในพื้นที่ของชัยภูมิ ในพื้นที่ของนนทบุรี ในพื้นที่ของขอนแก่น ในพื้นที่ของอุบลราชธานี คือฝันร้าย
หากถามว่าทำไมสภาพอย่างเดียวกันนี้จึงไม่ประสบเมื่อเดินสายไปยังสมุทรปราการ ไปยังชัยนาท ไปยังชลบุรี ไปยังเพชรบุรี และไปยังนครศรีธรรมราช
มีแต่ต้องย้อนกลับไปดูคำประกาศของกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครศรีธรรมราชเท่านั้นจึงจะได้คำตอบที่สอดรับกับสภาพความเป็นจริง
แต่คำถามก็คือ เมื่อใดที่มีการเปิดประเทศเจ้าหน้าที่ตำรวจยังจะสามารถกระทำอย่างที่เคยกระทำมาแล้วได้ละหรือ
ไม่ว่าจะเป็นที่นครศรีธรรมราช ไม่ว่าจะเป็นที่เพชรบุรี
ยิ่งเมื่อเข้าสู่บรรยากาศแห่งการเลือกตั้งขณะที่รัฐบาลดำรงอยู่อย่างเป็น “รักษาราชการ” อำนาจและความศักดิ์สิทธิ์ยังจะเหมือนเดิมอีกละหรือ
รูปธรรมหนึ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือ พลันที่มีคำประกาศว่าจะเปิดประเทศนับแต่วันที่ 1 พฤศจิกายนเป็นต้นไป การนัดหมายชุมนุมใหญ่ทางการเมืองก็มาจาก “คณะราษฎร” ดังกระหึ่ม
นั่นก็คือ การรื้อฟื้นมวลชนเรือนแสนเหมือนกับที่เคยคึกคักหนักแน่นในวันที่ 31 ตุลาคม 2563 ให้หวนกลับมา
ในเมื่อรัฐบาลสามารถ “เปิดกว้าง” ให้กับนักท่องเที่ยวชาวต่างประเทศอย่างเต็มพิกัด แล้วมีอะไรที่จะต้องสกัดขัดขวางการออกมาของประชาชนคนไทย
นี่ย่อมเป็นโจทย์ทางการเมือง “ใหม่” อันมาพร้อมกับคำประกาศ
เปิดประเทศของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เพียงเห็นความมั่นใจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในการเปิดประเทศอย่างเป็นขั้นตอนจากเดือนพฤศจิกายนและเปิดกว้างอย่างโอ่โถงเต็มที่ในเดือนธันวาคม ที่มากับ “นักท่องเที่ยว” ย่อมเป็น “ม็อบ”
ยิ่งเมื่อมีความจำเป็นต้องเข้าสู่บรรยากาศแห่ง “การเลือกตั้ง” ภายหลังการยุบสภา ยิ่งสร้างความคึกคักเป็นทบเท่าทวีคูณ
ทั้งหมดนี้มาพร้อมกับเสียงตะโกน “ออกไป ออกไป” ดังกึกก้อง