กลายเป็นประเด็นถกเถียง เมื่อกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. ของสนช. ปรับแก้ร่างของกรธ. ให้สามารถจัดแสดงมหรสพและงานรื่นเริง เพื่อใช้ประกอบการหาเสียงได้
ขณะที่นักการเมืองส่วนใหญ่แสดงความเห็นคัดค้าน
ในส่วนของนักวิชาการ และอดีตกกต. มองประเด็นนี้อย่างไร
สดศรี สัตยธรรม
กรรมการการเลือกตั้ง
การแสดงมหรสพในการปราศรัยหาเสียงจะทำให้เกิดความไม่สงบ ทะเลาะวิวาท มีการโจมตีกันได้ กฎหมายที่ผ่านมาก็ไม่ให้มีเรื่องนี้อยู่แล้ว เคยมีการแสดงในลักษณะนี้มาแล้ว ศาลก็ลงโทษและสั่งว่าไม่สามารถทำได้เพราะขัดต่อกฎหมายที่ไม่ให้มีการตั้งขบวน ร้องรำทำเพลงในการหาเสียง เพื่อความสงบเรียบร้อย ไม่มีการแสดงยั่วยุ
การเลือกตั้งนั้นอยู่ในกรอบของพ.ร.บ. ความมั่นคง แต่ถ้าจะให้กลับไปหาเสียงแล้วมีการแสดงมหรสพก็จะทำให้เกิดความไม่สงบขึ้นในประเทศ ตีกัน ทะเลาะกัน เพราะการหาเสียงเกิดความไม่สงบและอาจมีการเลื่อนการเลือกตั้งได้ ดังเช่นคำที่นายกฯระบุว่าถ้าไม่มีความสงบก็ไม่มีการเลือกตั้ง
อีกทั้งจำนวนคนที่มากเยอะๆ มีโอกาสที่จะทะเลาะกันขยายวงเกิดความไม่สงบขึ้นได้ ถ้าย้อนกลับไปใช้การหาเสียงเช่นนี้ก็ต้องดู ว่าสุ่มเสี่ยงต่อความสงบเรียบร้อยมากน้อยเพียงใด
งานมหรสพไม่ได้ตีความแค่ดนตรี แต่อาจมีโคโยตี้มาเต้นหรือสุ่มเสี่ยงจะมีการอนาจาร ไม่ใช่แค่การมารับชม การหาเสียงควรเป็นการเสนอนโยบายมากกว่า ไม่ใช่นำมหรสพมาในลักษณะเสี่ยงต่อการผิดศีลธรรม
การจัดแสดงมหรสพไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรและจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย การจูงใจให้คนมาฟังไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเหล่านั้น แต่เสี่ยงเกิดความไม่สงบเรียบร้อยง่ายมากกว่า และเชื่อว่าคนที่มาก็จะมีจุดประสงค์มารับชมดนตรีมากกว่า ไม่ได้สนใจการปราศรัย
และอาจเป็นการเพิ่มช่องทางการซื้อเสียงก็เป็นได้ การจัดงานปราศรัยแต่ละครั้งอาจจัดแบบแอบแฝงก็เป็นไป ที่ผ่านมาก็เคยมีจ้างภาพยนตร์มาให้รับชมฟรี ก่อนการฉายภาพยนตร์ก็มีการชูป้ายปราศรัยหาเสียง
การซื้อสิทธิขายเสียงอาจไม่ได้เป็นการให้เงินโดยตรง แต่เป็นการให้ผลประโยชน์อย่างอื่นแทน

ไชยันต์ รัชชกูล
คณะรัฐศาสตร์ฯ ม.พะเยา
ส่วนตัวไม่ขัดข้องในข้อเสนอนี้ เพราะกฎหมายกำหนดเนื้อหาและตีความในส่วนของการจัดงานมหรสพของผู้สมัครรับเลือกตั้งจนเคร่งครัดเกินไป เป็นเรื่องหยุมหยิมจับผิด ไม่ต่างจากการขี่ช้างจับตั๊กแตน ซึ่งในทางปฏิบัติการตรวจสอบไม่สามารถทำได้จริง
การปรับแก้ให้จัดงานมหรสพได้นั้นจึงควรทำ เนื่องจากเหมาะสมกับสภาพความเป็นจริง ในการร่วมงานประเพณี งานรื่นเริงของคนในสังคมไทย
จากประสบการณ์ที่เคยทำงานองค์กรกลางและอาศัยอยู่ในจ.เชียงใหม่ พบว่าการจัดงานมหรสพเป็นเรื่องปกติ หลายครั้งไม่ได้บอกชื่อผู้สนับสนุนการจัดงาน แต่คนในพื้นที่ต่างก็รู้กันอยู่ดีว่าเป็นใคร
ทั้งยังต้องยอมรับว่างานมหรสพไม่ได้มีส่วนต่อการซื้อเสียง พัฒนาการทางการเมืองไทยของเราเลยการซื้อเสียงมานานมากแล้ว การแข่งขันทางการเมืองตอนนี้มาถึงการต่อสู้ในทางนโยบาย การหาเสียงเพื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งตัดสินใจ ไม่ใช่ใช้เงินเหมือนที่ผ่านมา
แต่ก็ต้องยอมรับว่าการให้จัดมหรสพได้ส่งผลให้พรรคเล็กเสียเปรียบ เพราะทุนจะไม่มากเท่าพรรคใหญ่ แต่ก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะในการเลือกตั้งมีกลไกอื่นที่ก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบระหว่างพรรคใหญ่พรรคเล็กได้อีกหลายวิธีการ การปล่อยให้จัดมหรสพได้จึงไม่ใช่เรื่องใหญ่
เข้าใจในข้อห่วงกังวลว่าการเปิดกว้างแบบนี้จะส่งผลให้พรรคเล็กบางพรรค ที่ตั้งขึ้นมาสนับสนุนทหาร หรือพรรคทหารโดยตรงใช้ประโยชน์จากกลไกรัฐมาใช้ประโยชน์ส่วนนี้ชักจูง จนก่อให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ ซึ่งมีความเป็นไปได้
แต่ในความเป็นจริงก็มีกลไกรัฐอีกมากที่จะมาสร้างความได้เปรียบเสียเปรียบ ที่ไม่ใช่แค่งานมหรสพ แต่เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อในชีวิตประจำวัน อย่างเช่น กอ.รมน.ทั้งระดับภาคและระดับจังหวัด

พัฒนะ เรือนใจดี
รองอธิการบดี ม.รามคำแหง
ต้องดูว่านิยามเนื้อหาที่กมธ.สนช.ปรับแก้ให้จัดงานมหรสพได้ หมายความอย่างไร ใช่ในลักษณะประเพณีที่อยู่คู่กับงานบุญงานรื่นเริง ไม่ว่างานแต่ง งานบวช หรืองานศพหรือไม่
ถ้าเข้าลักษณะนี้ส่วนตัวไม่คัดค้านเพราะเป็นประเพณีตามวิถีของคนไทย โดยเฉพาะในต่างจังหวัดที่งานบุญงานรื่นเริงเหล่านี้ทุกคนจะมาร่วมงานช่วยเหลือกัน ต่างจากกฎหมายเลือกตั้งส.ส.เดิม ที่ห้ามส่วนนี้ไว้จนนักการเมือง ไม่กล้าขยับ กลัวจะมีผลกระทบเรื่องการซื้อเสียงเลือกตั้งตามมา
ควรกำหนดนิยามของคำว่ามหรสพให้ชัดว่าจะกินความถึงแค่งานที่ชาวบ้านจัดเท่านั้น ไม่ใช่งานที่นักการเมืองเป็นฝ่ายจัด มิเช่นนั้นก็มีเหตุผลเดียวคือฝ่ายการเมืองจัดงานเพื่อจุดประสงค์เดียวคือหาเสียง
เมื่อสนช.ทบทวนให้การจัดงานมหรสพทำได้แล้ว ควรทบทวนเรื่องอื่นที่เป็นอุปสรรคที่เกี่ยวกับการหาเสียงด้วยเพื่อให้ประชาชนมีข้อมูลในการตัดสินใจก่อนลงคะแนนมากที่สุด ไม่ให้เหมือน ส.ว.เลือกตั้ง ที่ไปควบคุมห้ามไม่ให้หาเสียง ทำได้แค่แนะนำตัว โดยอ้างว่าเป็นการป้องกันการแทรกแซงจากพรรคการเมือง
ฝ่ายการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหานี้อาจจะระแวงว่าส่งผลให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบจากพรรคราชการ พรรคทหาร ที่ช่วงนี้มีกระแสข่าวเรื่องการสืบทอดอำนาจ เพราะหากมีการใช้กลไกรัฐมาสนับสนุน ก็แน่นอนว่าจะส่งผลในการแข่งขันเวลาหาเสียงระหว่างพรรคการเมืองอย่างแน่นอน
จำเป็นต้องกำหนดให้ชัดเจนอีกเช่นกัน ถึงข้อห้ามการใช้กลไกรัฐมาสนับสนุน
อัษฎางค์ ปาณิกบุตร
อดีตคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง
ข้อเสนอให้จัดมหรสพเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนฟังปราศรัยหาเสียง โดยทั่วไปเวลาปราศรัยหาเสียงมีวิธีการชักจูงใจให้ประชาชนมาฟังหรือสนใจนโยบายของผู้สมัครอยู่แล้ว ในอดีตก็มีคนมาเล่นหมอลำ มีดนตรี หรือมีการแสดงโนราห์ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมแต่ละท้องถิ่น ซึ่งผู้สมัครเสียค่าใช้จ่ายกันเอง
แน่นอนมหรสพรื่นเริงย่อมสร้างความสนุกสนานเพิ่มความน่าสนใจ แต่ต้องไม่ลืมว่าการปราศรัยหาเสียงเป็นกระบวนการทางการเมืองอย่างหนึ่ง หัวใจสำคัญคือทำอย่างไรจะทำให้ประชาชนที่มาฟังปราศรัยตั้งใจมาฟังนโยบายทางการเมือง มากกว่ามาดูเพื่อความรื่นเริง
ควรมีการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองว่าการมาฟังปราศรัยคือการมาฟังนโยบายที่กระทบความเป็นอยู่ของตัวเราอย่างไร และผู้สมัครคนนั้นหากได้รับการเลือกตั้งจะมาช่วยแก้ปัญหาในพื้นที่อย่างไรมากกว่า
ส่วนตัวจึงเห็นว่าไม่จำเป็นต้องใช้มหรสพเพื่อสร้างแรงจูงใจใดๆ แต่ควรมีกระบวนการสร้างจิตสำนึกทางการเมือง และการมีส่วนร่วมมากกว่า ไม่ใช่สร้างแรงจูงใจอย่างอื่น
การสื่อสารในปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไป ยิ่งทำให้มหรสพไม่น่าจะช่วยสร้างแรงจูงใจอะไรได้มาก แต่เป็นเรื่องของเทคโนโลยีต่างๆ เช่น อินเตอร์เน็ต โทรทัศน์และวิทยุ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นเครื่องมือสื่อสารให้เกิดความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับนักการเมืองได้อยู่แล้ว เพราะเข้าถึงได้รวดเร็วและสม่ำเสมอ
งานมหรสพจะยิ่งเพิ่มปัญหาการซื้อเสียงหรือไม่นั้นคิดว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะวิธีการเปลี่ยนแปลงไปเยอะ มีวิธีการสร้างความสัมพันธ์เอื้อประโยชน์ต่อกันมานานแล้ว โดย ที่ไม่ต้องมาจ่ายเงินจ่ายทองกันตามที่ต่างๆ
ดังนั้น การมีมหรสพจึงไม่ได้เพิ่มปัญหาการซื้อเสียง
ฐิติพล ภักดีวานิช
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม.อุบลฯ
ส่วนตัวมองว่าหากจะกลับมามีมหรสพช่วงหาเสียงเลือกตั้งก็จะเป็นอีกกลไกหนึ่งที่ช่วยดึงดูดความสนใจภาคประชาชนต่อการเลือกตั้ง และไม่น่าจะสร้างปัญหาอะไรให้กับระบบเลือกตั้ง
แต่อาจเกิดเรื่องของความไม่เท่าเทียมระหว่างพรรคใหญ่ที่มีทุนมากกว่าพรรคเล็ก การหาเสียงควรมีได้หลากหลายรูปแบบ ดนตรีหรือศิลปะก็ถือเป็นอีกวิธีที่จะช่วยดึงดูดความสนใจ
ส่วนที่มีฝ่ายการเมืองแสดงความไม่เห็นด้วยอาจยังมีมุมมองแบบอนุรักษ์นิยมเกินไป อย่างการเลือกตั้งในสหรัฐก็ยังมีนักร้อง นักแสดงหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมาช่วยหาเสียงให้ผู้สมัคร ซึ่งจะช่วยดึงการมีส่วนร่วมของภาคประชาชน ช่วยกระตุ้นความตื่นตัวเรื่องการเมืองได้มากยิ่งขึ้น
แม้ปัจจุบันจะมีโซเชี่ยลมีเดียมากมายประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารได้ง่าย แต่ก็เป็นการให้ข้อมูลด้านหนึ่ง ไม่ได้ตอบโจทย์ในทุกคำถาม ดังนั้นเชื่อว่าการจัดงานมหรสพหรืองานรื่นเริงจะส่งผลอย่างมี นัยยะสำคัญในการดึงดูดให้ผู้คนสนใจเรื่องการเมือง
และคงไม่เป็นการสนับสนุนให้ต้อง ใช้จ่ายงบประมาณที่เพิ่มมากขึ้น เพราะตามกฎหมายเลือกตั้งจะมีข้อกำหนดเรื่องการใช้งบหาเสียงอยู่แล้ว ทั้งหมดขึ้น กับการบริหารจัดการของผู้สมัครและพรรคนั้นๆ ซึ่งก็มีระบบตรวจสอบอยู่แล้วโดยกกต.
ที่มองว่าการจัดมหรสพจะเอื้อต่อการซื้อเสียงนั้นมองว่าไม่มีผลสำคัญ ไม่อาจปฏิเสธได้ว่าไม่มีการซื้อเสียง แต่การแจกเงินก็ไม่ได้หมายความว่าจะช่วยให้คนซื้อเสียงชนะการเลือกตั้งได้เหมือนในอดีต เพราะมีปัจจัยมากมายซึ่งจะมีผลกับการตัดสินใจของประชาชน เช่น ตัวผู้สมัคร นโยบาย พรรค หัวคะแนน
เราให้น้ำหนักเรื่องของการซื้อเสียงมานานมากแล้ว เงินไม่ได้มีอิทธิพลกับการเลือกตั้งอีกต่อไปแล้ว


