เป็นข่าวใหญ่ได้รับความสนใจจากประชาชน กรณีตำรวจนครบาลนับร้อยนาย จู่โจมตรวจค้นจับกุมผับลับชาวจีน ใจกลางกรุงเทพมหาคร ซึ่งต่อมาเรียกกันว่า ‘ผับศูนย์เหรียญ’

พบนักท่องเที่ยวชาวจีนหญิงชายกว่า 200 คน ในจำนวนนั้นตรวจปัสสาวะสีม่วงเกิน 100 คน ทั้งยังพบยาเสพติดหลายชนิดบรรจุซองพร้อมขายให้ลูกค้าจำนวนมาก ซองละ 10,000 บาท

จากการตรวจสอบข้อมูลตามรายงานตำรวจพบว่า สถานบันเทิงดังกล่าวเคยเปิดเป็นบ่อนการพนันก่อนปิดตัวไป และกลับมาเปิดใหม่เป็นร้านผับคาราโอเกะได้ประมาณ 4 เดือน

กรณีดังกล่าวผู้บังคับบัญชามีคำสั่งย้ายผู้กำกับการตำรวจ สน.ยานนาวา ท้องที่เกิดเหตุ ขาดจากตำแหน่งไปช่วยราชการทันที

หลังเหตุการณ์ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองชื่อดัง ผู้เคยคลุกคลีวงการธุรกิจสีเทา เปิดเผยข้อมูลว่า

ปัจจุบันมีนายทุนคนจีนสีเทาจำนวนมาก ลงทุนเปิดสถานบันเทิงเกินเวลา จัดปาร์ตี้ยาเสพติดและเปิดบ่อนการพนันกระจายทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ และเมืองพัทยา โดยเปิดรับลูกค้าคนจีนเท่านั้น

มีการรับฝากยาเสพติดที่เสพไม่หมด ไม่ต้องเสี่ยงเจอด่านตรวจตำรวจ อีกทั้งไม่ได้เป็นแค่ผับมั่วยา แต่ยังเปิดเป็นบ่อนพนัน นำเข้าเครื่องดื่ม สุรา บุหรี่ มาจากประเทศจีน และจ้างคนจีนเป็นพนักงานเสิร์ฟ

จึงเรียกสถานบันเทิงประเภทนี้ว่า “ผับศูนย์เหรียญ” เจ้าของเป็นคนจีน เปิดให้บริการเฉพาะคนจีน ของทุกอย่างมาจากจีนทั้งหมด เข้ามาทำธุรกิจสีเทาอย่างยิ่งใหญ่ในประเทศไทย

ประเด็นทำให้ผับศูนย์เหรียญส่อเป็นหนังยาว เนื่องจากมีการระบุ นายทุนจีนแจกจ่ายผลประโยชน์ให้เจ้าหน้าที่รัฐ จึงสามารถเปิดธุรกิจได้ในหลายเขตท้องที่ของกรุงเทพฯ และพัทยา

ที่สำคัญขบวนการเหล่านี้มีเจ้าพ่อเมืองหลวง ซึ่งเป็นนักการเมืองใหญ่คุ้มครองในการทำหน้าที่หาผลประโยชน์ เพื่อเอาไปให้กลุ่มการเมืองเป็นทุนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ข้อมูลดังกล่าว นายชูวิทย์ ใส่ซองปิดผนึกมอบให้รองผบ.ตร.ฝ่ายปราบปราม ซึ่งได้ตอบรับจะนำข้อมูลไปตรวจสอบและดำเนินการต่อไป

การเปิดประเทศหลังโควิด ทำให้ธุรกิจเฉดสีเทา-ดำกลับมาฟื้นตัว จึงถือเป็นโอกาสดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และนครบาล จะแสดงฝีมือกอบกู้ศรัทธา สร้างภาพลักษณ์องค์กร

กวาดล้างผับศูนย์เหรียญแหล่งมั่วยาเสพติดและการพนันอย่างเด็ดขาด ไม่ปกป้องคนสีเดียวกันเอง ต้องไม่หวั่นเกรงอิทธิพลนักการเมืองใดทั้งสิ้น

ติดตามข่าวสด

ข่าวเด่นประจำวัน