FootNote:บทขับเคลื่อน “ปฏิรูป” กองทัพ แรงบันดาลกรณี เรือหลวงสุโขทัย
ไม่เพียงแต่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว จะขยับประชิดตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จากกรณี “เรือหลวงสุโขทัย” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
หากบรรดา “ขุนพล” แห่งพรรคก้าวไกล ซึ่งเกาะติดงานด้านความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง ก็เริ่มตั้งแถว
ไม่ว่าจะเป็น นายพิจารณ์ เชาวพิจารณ์ ไม่ว่าจะเป็น นายณัฐชา อินไชยบุญสวัสดิ์ ไม่ว่าจะเป็น นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ซึ่งเป็น “เจ้าเก่า” มาตั้งแต่อยู่ในพรรคอนาคตใหม่
บทสรุปร่วมกันจากหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อประสานเข้ากับบทสรุปร่วมกันจากขุนพลแห่งพรรคก้าวไกล นั่นก็คือเป็นบทสรุปให้เห็นความจำเป็นของ “การปฏิรูปกองทัพ”
ยิ่งเมื่อนำเอากรณีของ “เรือหลวงสุโขทัย” วางเรียงเคียงข้างกับการกราดยิงที่โคราชของ “จ่ากองทัพภาคที่ 2” การปล่อยให้ยานรบของเมียนมา รุกล้ำเหนือบูรณภาพแห่งดินแดน
จึงไม่เพียงเป็นเงาสะท้อนแห่งการปล่อยปละ หละหลวม ในเชิงนโยบายอันปรากฏผ่านกองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ อย่างเป็นรูปธรรมเรื่องแล้วเรื่องเล่า
หากแต่ยังยืนยันการ “ไม่รับผิดชอบ” อย่างเพียงพอต่อเนื่อง
ความละเอียดอ่อนอย่างยิ่งจากกรณีของ “การล่วงล้ำน่านฟ้า” มายังกรณีของ “เรือหลวงสุโขทัย” คือ การปล่อยปละละเลยก่อให้เกิดความหละหลวมในทางการบริหาร
ไม่สามารถเป็นหลักประกันได้อย่างเพียงพอใน “นโยบาย” ไม่สามารถเป็นหลักประกันได้อย่างเพียงพอในชีวิตความเป็นอยู่
ที่สำคัญเป็นอย่างสูงนั่นก็คือ กำลังพลระดับ “ผู้น้อย”
ยิ่งติดตามภาพและการเคลื่อนไหวของระดับบนสุด ไม่ว่าจะเป็นผบ.ทบ. ไม่ว่าจะเป็นผบ.ทร. ไม่ว่าจะเป็นผบ.ทอ. ยิ่งทำให้สัมผัสได้ในความห่างเหิน
ห่างเหินกระทั่ง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ก็ตระหนักในความจำเป็นของการหาเสียงเพื่อเตรียมพรรคการเมืองอันเป็นฐานของตนเอง
มากกว่าจะไปยังที่เกิดเหตุอันก่อ “ความสูญเสีย”ใหญ่หลวง
เอกภาพในทางความคิดของพรรคเพื่อไทยและพรรคก้าวไกลมองเห็นได้จากบทบาทของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว และจากบทบาทของ นายพิจารณ์ เชาวพิจารณ์
หาก 2 พรรคนี้ประสานและจับมือกันร่วม “ปฏิรูปกองทัพ”
นั่นหมายถึงจังหวะก้าวอันสามารถเปล่งพลานุภาพทางการเมือง ทางการทหารได้อย่างเป็นรูปธรรม
“ปฏิรูปกองทัพ” จะกลายเป็นหัวข้อสำคัญนับแต่วินาทีนี้ กระทั่งถึงวันเลือกตั้งในปี 2566