เกิดเหตุฟ้าผ่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ เมื่อรมว.ยุติธรรมลงนามคำสั่งย้ายอธิบดีดีเอสไอไปปฏิบัติหน้าที่ราชการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์พร้อมกับตั้ง ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รักษาราชการแทนตำแหน่งอธิบดีดีเอสไอ
สาเหตุคำสั่งย้ายฟ้าผ่าครั้งนี้ คาดว่าสืบเนื่องจากกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ประสานกับตำรวจ บก.สปพ. หรือ 191 เข้าไปตรวจค้นสถานที่ที่อ้างว่าเป็นบ้านพักกงสุลนาอูรู ประจำประเทศไทย พบคนจีน 1 ราย เกี่ยวข้องกับทุนจีนสีเทา
ปฏิบัติการตรวจค้นครั้งนั้น พบเงินสดหลายล้านบาท ต่อมามีการร้องเรียนว่าเงินสดจากการตรวจค้นหายไปจำนวนมาก ทั้งยังมีประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์แลกกับการช่วยเหลือบุคคลต่างด้าวที่อยู่ในบ้านให้หลบหนี ไม่ต้องถูกจับกุม
กระทั่งต่อมาเจ้าหน้าที่ดีเอสไอชุดตรวจค้น 5 นาย ถูกออกหมายจับ รมว.ยุติธรรม จึงเรียกอธิบดีดีเอสไอไปสอบถาม และขอให้มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ทั้ง 5 นายออกจากราชการไว้ก่อน แต่อธิบดีไม่ดำเนินการจึงเป็นที่มาคำสั่งย้ายฟ้าผ่าดังกล่าว
นอกจากฟางเส้นสุดท้าย ประเด็นสะสมมาก่อน หน้านี้ ข่าวระบุว่า ยังมาจากปัญหาการร้องเรียนและการทำงานของตัวอธิบดีในช่วงที่ผ่านมา ทั้งเรื่องเจ้าหน้าที่ดีเอสไอเรียกรับเงินกลุ่มทุนจีนสีเทา การจัดซื้อจัดจ้าง การสอบแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการที่มีการเล่นพรรคเล่นพวก แต่งตั้งคนใกล้ชิด
ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่เจ้าหน้าที่ ข้าราชการลุกลามเป็นความแตกแยกภายในกรม รัฐมนตรีให้อธิบดีตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง อธิบดีรับปากแต่ไม่นำไปปฏิบัติจริง
คดีเครือข่ายทุนจีนสีเทาเป็นคดีใหญ่ พาดพิงพัวพันไปถึงเจ้าหน้าที่ข้าราชการหลายหน่วยงานทั้งตำรวจ ดีเอสไอ ตลอดจนพรรคการเมือง ผู้ต้องหาคนสำคัญมีชื่อเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคแกนนำรัฐบาล จำนวน 3 ล้านบาท มีผู้ไปยื่นร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ผ่านมาหลายเดือนยังไม่มีอะไรคืบหน้า
ล่าสุดนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหอกเปิดโปงขบวนการทุนจีนสีเทา นำข้อมูลลับไปให้ส.ส.พรรคก้าวไกล เพื่อใช้เปิดอภิปรายโดยไม่ลงมติ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 ขณะฝ่ายรัฐบาลพยายามยื้อเวลาเปิดอภิปรายออกไปหลังวันที่ 15 ก.พ. จนหลายคนเกรงอาจมีการชิงประกาศยุบสภา ล้มกระดานอภิปราย ป้องกันไม่ให้ภัยลามมาถึงตัว
ซึ่งถ้าทำเช่นนั้นจริง แม้พรรคการเมืองที่มีส่วนพัวพันทุนจีนสีเทา จะเอาตัวรอดในสภาไปได้ แต่สุดท้ายก็ไม่อาจรอดจากการพิพากษาตัดสินของประชาชนในคูหาเลือกตั้งไปได้อยู่ดี