FootNote:กระบวนท่า ประวิตร วงษ์สุวรรณ แยกตัวจาก กระบวน รัฐประหาร
แรกที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ กล่าวในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ผ่านประโยคที่ว่า “ผมไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับการปฏิวัติ” อันหมายถึงการทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
พร้อมกับลี้ไปยัง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และระบุว่า “คนนั้นต่างหากที่เป็นคนทำ”
หลายคนในที่ประชุมอาจคิดว่าเป็นการพูดแบบเล่นๆเชิงล้อในระหว่าง “พี่น้อง 3 ป.” เพราะแม้กระทั่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ลุกยืนและยกมือขึ้นสูงคล้ายกับเป็นการรับรอง
ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่ว่าจะเป็นการแสดงออกของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สะท้อนถึงความสนิทชิดใกล้ เป็นกันเองอย่างยิ่ง
แม้เมื่อ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะยืนยันผ่านจดหมายเปิดเผยการเข้ามาเกี่ยวพันกับรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เนื่องจากได้รับเชิญจากคณะรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557
สังคมก็ยังเห็นว่าเป็นการอธิบายตามข้อเท็จริงอย่างปกติ
แต่พลันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ระบุเจตจำนงที่จะก้าวข้ามความขัดแย้งจึงเริ่มสัมผัสได้ในความมุ่งมาดปรารถนา
ด้านหนึ่ง จึงเห็นว่าการเน้นว่ามิได้มีส่วนในการทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 เท่ากับเป็นการแยกตัวออกจากความสัมพันธ์กับกระบวนการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
เท่ากับแสดงตนเหมือนเป็น “คนอื่น” ในลักษณะ “คนนอก” เมื่อมองเข้าไปในกระบวนการแห่งการทำรัฐประหาร
เท่ากับแสดงตนและยอมรับว่า การทำรัฐประหารเมื่อเดือนพฤษภาคม 2557 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นเองที่ได้กลายเป็นปัญหา ซึ่งดำรงอยู่ในสังคมไทย
ขณะเดียวกัน ด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงจำเป็นต้องเสนอตัวเข้ามาเป็น “นายกรัฐมนตรี” เพื่อที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์
นำพาประเทศให้พ้นจากหล่มโคลนอันเป็นผลพวงจากกระบวนการรัฐประหารซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำเอาไว้
บทบาทของพรรคพลังประชารัฐ โดยการขับเคลื่อนของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จึงเป็นบทบาทในท่วงทำนองแบบ “มือประสานสิบทิศ” เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง
ลบร่องรอยที่เคยเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐประหารเดือนกันยายน 2549 แม้จะแลดูเป็นการฝืนความเป็นจริงที่เห็น และเป็นอยู่ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2549 และหลังรัฐประหาร 2557 แต่ก็ยืนยันในเจตนาและเป้าหมายนี้อย่างหนักแน่น จริงจัง
นี่จะเป็นกระบวนท่าและท่วงทำนองในห้วงแห่งการเลือกตั้ง ที่สำคัญและแหลมคม