FootNote:ลับ ลวง พราง อย่างยืดหยุ่น ชู ประวิตร วงษ์สุวรรณ เด่น
การถูกตรึงอยู่ภายใต้กลยุทธ์ “ลับ ลวง พราง” อันได้รับการแพร่กระจายอย่างกว้างขวาง นับแต่รัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา ทำให้สภาพการณ์ทางการเมืองมีความซับซ้อน
มองเห็นประหนึ่งว่า การแยกระหว่าง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เหมือนกับเป็นแผนๆหนึ่ง
มีความเชื่อเป็นอย่างสูงว่า ดำเนินไปตามกระบวนท่าอย่างที่ เรียกกันว่า “แยกกันเดิน” เพื่อที่ในที่สุดก็จะ “รวมกันตี” อันเท่ากับ เป็นการแยกกันหลอกๆ แต่แท้จริงแล้วยังเป็นพวกเดียวกัน
แม้จะมีการแยกออกไปจัดตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ แต่น่าสังเกตว่าองค์ประกอบของพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีรากฐานจากพรรคพลังประชารัฐ เพียงแต่อาศัยมือไม้จากพรรคประชาธิปัตย์
ยิ่งสัมผัสบทบาทของ นายเสกสกล อัตถาวงศ์ ประสานกับบทบาทของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ในห้วงที่ทำงานให้กับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ยิ่งเด่นชัด
ประเด็นอยู่ที่ว่าการแยกตัวของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการตกลงกับ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อย่างแยบยลและลึกซึ้งมากน้อยเพียงใด
เนื่องจากเมื่อลงมือ “ปฏิบัติ” กลับทำท่าอาจ “คุมไม่อยู่”
คำถามก็คือ บทบาทในการขับเคลื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติอยู่ในมือของ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ จริงละหรือ
เพราะในที่สุดแล้วปัจจัยจะอยู่ที่ นายสุชาติ ชมกลิ่น และเริ่มมีการขยับตัวจาก นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มากยิ่งขึ้น
ขณะเดียวกัน การดำรงอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ยิ่งอยู่นานยิ่งมีลักษณะแข็งแกร่ง และเป็นตัวของตัวเองเด่นชัด
สัมผัสได้จากการเคลื่อนไหวอย่างปราดเปรียว สัมผัสได้จากการเข้าช่วงชิงในลักษณะตัดหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ไม่ว่าจะที่ราชบุรี ไม่ว่าจะที่นครสวรรค์
ยิ่งกว่านั้น คำประกาศที่จะทะยานไปสู่การเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 มีความหนักแน่น มั่นคงและสมจริงเป็นอย่างมาก
หากมองทุกก้าวย่างคือกระบวนท่า “ลับ ลวง พราง” วิถีดำเนินภายใต้กลยุทธ์นี้ สร้างความคึกคักเป็นอย่างสูงและก่อให้เกิดบทสรุปใหม่ที่น่าสนใจ
ในความยืดหยุ่นของกลยุทธ์อาจดำเนินไปในแบบเปลี่ยนตัว
หากประเมินว่าความนิยมยังเป็นของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็สามารถ “ไปต่อ” ได้ หากประเมินว่าศักยภาพ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ แทนที่และชดเชยได้ก็พร้อมปรับเปลี่ยน
จาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ