ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเปิดเผยข้อมูลน่ากังวลใจว่า ตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงวันที่ 20 มกราคม มีผู้ถูกคุมขังคดีทางการเมือง และเสรีภาพการแสดงออกถึง 22 ราย
เป็นคดีที่สิ้นสุดแล้วจำนวน 6 คดี แบ่งเป็น คดีมาตรา 112 จำนวน 2 ราย ศาลพิพากษาจำคุก 29 ปี 174 เดือน และ 2 ปี 6 เดือน
นอกจากนี้ มีคดีอื่นๆ เช่น คดีสหพันธรัฐไทและอั้งยี่ จำนวน 2 ราย ศาลตัดสินจำคุก 3 ปี อีก 2 รายจากคดีพ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จำคุก 4 ปี 6 เดือน และจำคุก 3 ปี
ผู้ที่ถูกศาลตัดสินทั้ง 6 รายนี้ มีสตรีอายุ 65 ปีในคดีที่ความผิดเกี่ยวกับสถาบัน พิพากษาจำคุกถึง 87 ปี แต่จำเลยให้การรับสารภาพจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีผู้ถูกฝากขังและยังไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างพิจารณาคดี ซึ่งเป็นคดีการเมืองและสิทธิเสรีภาพการแสดงออก มีทั้งหมดรวม 16 ราย
มาตรา 112 จำนวน 8 คน และคดีอื่นๆ อีก 8 ราย เช่น วางเพลิงรถกระบะตำรวจ 4 ราย ปาระเบิดปิงปองใส่กรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ และครอบครอง วัตถุระเบิดรวม 3 ราย
ต่อมา ศาลอาญามีคำสั่งเพิกถอนสิทธิประกันตัวชั่วคราว 2 นักกิจกรรมกลุ่มโมกหลวงริมน้ำและกลุ่มทะลุวัง ระบุฝ่าฝืนเงื่อนไขปล่อยตัวชั่วคราว
ล่าสุด 2 สตรีนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิและเสรีภาพยื่นร้องต่อศาลขอถอนประกันตนเอง เพื่อเรียกร้องสิทธิการปล่อยตัวชั่วคราวของผู้ที่ถูกคุมขัง พร้อมประกาศอารยะขัดขืนอดอาหารประท้วง ซึ่งสังคมต้องร่วมกันตระหนัก
ทั้งสองคนยังเสนอข้อเรียกร้องและผลักดันให้ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม โดยให้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน ต้องเป็นอิสระปราศจากอำนาจชี้นำใดๆ
ให้ยุติการดำเนินคดีความต่อประชาชนที่ใช้สิทธิและเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การชุมนุม และการแสดงออกทางการเมืองอย่างไม่มีเงื่อนไข
ที่ผ่านมา ประชาชนถูกกดทับด้วยรัฐบาลรัฐประหาร ใช้กฎหมายทุกรูปแบบ กำราบผู้ที่เห็นต่างอย่างลุแก่อำนาจ ดำเนินคดีผู้ชุมนุมทางการเมืองและการแสดงความคิดเห็นอย่างน้อย 1,684 คน จากจำนวน 957 คดี
ดังนั้น ช่วงก่อนจะถึงการเลือกตั้งทั่วไป จักต้องสร้างบรรยากาศเอื้อประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ผู้ถูกดำเนินคดีทางการเมืองและความมั่นคงได้รับอิสรภาพชั่วคราวหรือยุติการฟ้องร้องระหว่างการพิจารณาคดีอย่างเท่าเทียมและทั่วถึง