FootNote:การปะทะ ความคิด นโยบาย ประชาสงเคราะห์ รัฐสวัสดิการ
ไม่ว่าการนำเสนอสวัสดิการพลังประชารัฐ 700 บาทจาก พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่ว่าการนำเสนอสวัสดิการพลัส 1,000 บาทจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
ล้วนกระทำในนามแห่ง “รัฐบาล” จะแตกต่างก็เพียงแต่ปรากฏ ในนามพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติเท่านั้น
การแจกเงิน 700 ก็น่าตระหนกอยู่แล้ว การเกทับบลัฟด้วยจำนวนอันเหนือกว่าเป็น 1,000 เท่ากับสะท้อนรังสีอำมหิตในทางการเมืองอย่างไม่ปิดบังอำพราง
หากมองจากพื้นฐานที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ดำรงอยู่ในท่วงทำนองแบบ “พี่ใหญ” หากมองจากพื้นฐานที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดำรงอยู่ในท่วงทำนองแบบ “น้องเล็ก”
คำถามก็คือ การเอาชนะคะคานระหว่างการหาเสียงของพรรคพลังประชารัฐ กับการเอาชนะคะคานจากกระบวนการหาเสียงของพรรครวมไทยสร้างชาติ รุนแรงแหลมคมเป็นอย่างสูง
ในเมื่อพื้นฐานคือ “การแจก” ในเมื่อท่วงทำนองแบบนี้ มีโดดเด่นเป็นอย่างสูงของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 2557 กระทั่งหลังเลือกตั้ง 2562
นี่ย่อมเป็นจุดเด่น เป็นผลงานระดับโบว์แดงจริงละหรือ
มีคำถามตามมาทุกครั้งที่พรรคการเมืองเสนอนโยบายในแบบ ลด แหลก แจกแถม ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายรัฐบาล ไม่ว่าจะมาจากฝ่ายค้าน นั่นก็คือจะเอาเงินมาจากไหน
ไม่เพียงเป็นคำถามจาก “กกต.” หากยังเป็นคำถามจากสังคม
จากคำถามเช่นนี้เองที่พรรคก้าวไกล จำเป็นต้องทำรายละเอียดอย่างละเอียดยิบเป็นพิเศษต่อโครงการ “รัฐสวัสดิการ” ตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งถึงเชิงตะกอน 5 แสนกว่าล้านบาท
จากคำถามเช่นนี้เองที่พรรคเพื่อไทยจำเป็นต้องยืนยันความโดดเด่น อันได้มาจากพรรคไทยรักไทย พรรคพลังประชาชน นั่นก็คือความสามารถในการหาเงิน เสกกระดาษให้เป็นเงิน
ขณะที่ 8 ปีที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ไม่เคยแสดงจุดเด่นให้เป็นที่ประจักษ์ แม้เมื่อร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ก็ตาม
การเคลื่อนไหวลดแหลกแจกแถมทางการเมือง ในห้วงเข้าสู่กระบวนการของการเลือกตั้ง จึงเท่ากับเป็นการปักธงให้เห็นความแตกต่างเชิงนโยบายอย่างแหลมคม
นั่นก็คือ ระหว่างนโยบายเชิง “สงเคราะห์” กับ “รัฐสวัสดิการ”
เด่นชัดยิ่งว่าฝ่ายที่นำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เดินหน้า “ประชาสงเคราะห์” ขณะที่อีกฝ่ายนำเสนอ “รัฐสวัสดิการ” อย่างเป็นระบบ
จึงเท่ากับเป็นการปักธงในทาง “ความคิด” เพื่อนำไปสู่ชัยชนะในทาง “การเมือง”