ปัญหาค่าฝุ่นละออง PM 2.5 ในกรุงเทพมหานครและจังหวัดต่างๆ ของประเทศไทย ทวีความรุนแรงเข้าขั้นวิกฤต
บางวันค่ามลพิษทางอากาศบางจังหวัดภาคเหนือ ไต่ขึ้นไปถึงอันดับ 1 ของโลก และวนเวียนอยู่อันดับท็อปเท็นหลายครั้ง
ส่งผลกระทบและทำลายสุขภาพของประชาชนไทยจำนวนมากทั้งเด็กเล็ก เด็กโต ไปจนถึงผู้สูงอายุ และหญิงตั้งครรภ์
มีคำถามถึงผู้รับผิดชอบคือรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐว่า นอกเหนือจากการประกาศพยากรณ์ค่าฝุ่นพิษรายวัน หรือการแจ้งเตือนประชาชนภาคการเกษตรให้งดกิจกรรมการเผา เพื่อลดความรุนแรงปัญหา
เตือนประชาชนกลุ่มเสี่ยงควรงดกิจกรรมกลางแจ้ง งดออกจากบ้าน หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านก็ควรสวมใส่หน้ากากอนามัยป้องกันฝุ่น
รัฐบาลมีมาตรการแก้ไขวิกฤตดังกล่าวอย่างอื่นเป็นรูปธรรมอย่างไร
นักเศรษฐศาสตร์มหาวิทยาลัยชี้ว่า ปัญหาฝุ่น PM 2.5 สร้างความเสียหายทางเศรษฐศาสตร์ต่อครัวเรือนไทยทุกจังหวัดถ้วนหน้าตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ความเสียหายบางปีมูลค่าสูงกว่า 2 ล้านล้านบาท หากรวมทุกสารมลพิษความเสียหายจะสูงถึงกว่า 4 ล้านล้านบาท มากกว่างบประมาณแผ่นดินแต่ละปี
สาเหตุหลักของมลพิษทางอากาศทวีความรุนแรงขึ้น เกิดจากไทยให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมน้อย
สังเกตจากการตั้งงบประมาณปกป้องสิ่งแวดล้อมที่ต่ำ สวนทางปัญหาที่รุนแรงขึ้น ในปี 2566 ตั้งงบประมาณส่วนนี้ไว้เพียงร้อยละ 0.33 ของงบประมาณแผ่นดินทั้งหมด
อีกทั้งมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เน้นใช้การบังคับให้ปฏิบัติตาม มีการใช้มาตรการแรงจูงใจเชิงเศรษฐศาสตร์น้อยมาก ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ขาดหน่วยงานกำกับดูแลที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ
ขาดการบูรณาการกฎหมายเพื่อแก้ไขปัญหาในทุกระยะ
ทางออก ผู้กำหนดนโยบายต้องเร่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือ แหล่งกำเนิดมลพิษ
เพิ่มมาตรการลดการเผาภาคการเกษตร ป่าไม้ ทั้งในและประเทศเพื่อนบ้าน ต้องเจรจาแก้ไขร่วมกันไม่ว่าเมียนมา กัมพูชา สปป.ลาว
ปรับโครงสร้างภาษี การลดหย่อนภาษีภาคยานยนต์ และการขนส่งใหม่ คำนึงถึงอายุการใช้งานรถยนต์ รถบรรทุก
ภาคการเมืองเรียกร้องให้รัฐบาลตั้งวอร์รูมเร่งด่วนที่สุด เพื่อระดมสมองและสรรพกำลังแก้วิกฤตซ้ำซากดังกล่าว
ผู้นำรัฐบาลต้องเป็นผู้นำแสวงความร่วมมือบูรณาการทุกภาคส่วน ไม่มองปัญหาแบบกำปั้นทุบดิน น้ำท่วมเพราะฝนตก ไม่เผาก็ไม่มีฝุ่น ไม่ขับรถก็ไม่มีควันพิษ ต้องแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง เป็นระบบ
อย่าทำเป็นทองไม่รู้ร้อนด้วยคิดว่ารัฐบาลใกล้หมดวาระ เพราะสุขภาพและชีวิตของคนไทยสำคัญที่สุด