ประเด็นกัญชากลับมาเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของประชาชนในสังคมอีกครั้ง หลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับหัวหน้า 7 พรรคการเมือง แถลงลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ เอ็มโอยู กำหนดภารกิจรัฐบาล
หนึ่งในเนื้อหาสำคัญ คือ การนำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติดให้โทษ ผ่านการออกประกาศกระทรวงสาธารณสุข โดยมีกฎหมายควบคุมและรองรับการใช้ประโยชน์จากกัญชา
สำหรับในส่วนผู้ประกอบการเกี่ยวกับกัญชาที่ทำถูกต้องตามกฎหมายในช่วงเวลาที่ผ่านมา จะต้องได้รับการคุ้มครองให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้
ในระหว่างการคุ้มครองจะเร่งจัดทำกฎหมายเพื่อควบคุมและออกกฎระเบียบการใช้กัญชาคือ พ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ และยังต้องมีบทเฉพาะกาลเพื่อคุ้มครองความเสียหายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
นับแต่การปลดล็อกกัญชาออกจากบัญชียาเสพติดเมื่อ 9 มิถุนายน 2565 ทำให้มีผลกระทบต่อสังคมหลายเรื่อง
คนจำนวนไม่น้อยเห็นด้วยกับกัญชาทางการแพทย์ บรรเทาอาการเจ็บปวด รักษาโรคบางชนิด แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับมีเรื่องของนันทนาการเข้ามาเกี่ยวข้อง
มีการนำไปใช้ผสมอาหาร ขนม เครื่องดื่ม กระทั่งเสพด้วยวิธีต่างๆ จนเกิดพิษร้ายต่อร่างกายทั้งเฉียบพลันและระยะยาว
ร้านกัญชาผุดขึ้นจำนวนมากในพื้นที่สาธารณะ บางร้านอยู่ใกล้โรงเรียน ง่ายต่อการเข้าถึงของเยาวชน ประชาชนทั่วไป สร้างความวิตกอย่างมากให้กับพ่อแม่ ครู ผู้ปกครอง
ในการเลือกตั้งที่เพิ่งจบไป พรรคฝ่ายประชาธิปไตย ก้าวไกล-เพื่อไทย ต่างนำเรื่องยกเลิกกัญชาเสรี มาเป็นประเด็นรณรงค์หาเสียง กระทั่งได้รับชัยชนะถล่มทลาย
ก้าวไกลจับมืออีก 7 พรรคจัดตั้งรัฐบาลลงนามเอ็มโอยู 23 ข้อ ข้อ 16 คือนำกัญชากลับไปอยู่ในบัญชียาเสพติด
ต้นเหตุความสับสนในสังคม เป็นเพราะกัญชาถูกปลดล็อกพ้นบัญชียาเสพติด โดยไม่มีกฎหมายควบคุม รวมถึงการสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับข้อกำหนดต่างๆ อย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนไม่รู้ชัดว่าอะไรทำได้หรือไม่ได้
ด้วยเหตุนี้จึงนำมาสู่คำตอบสุดท้ายการออกพ.ร.บ.กัญชา กัญชงฯ ที่ผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบ รัดกุม ไม่ทำเพื่อหวังผลทางการเมือง หรือเอื้อประโยชน์พวกพ้อง
ที่สำคัญผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องตามกฎหมายในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะต้องได้รับการคุ้มครองให้ดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ไม่ให้เกิดผลกระทบกับคนกลุ่มนี้จากภาวะสุญญากาศกัญชา จากการกระทำของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา